ชีวิตของเกษตรไทยโรแมนติกเหมือนที่ใครหลาย ๆ คนคิดหรือไม่?
การพยายามสร้างมายาคติให้อาชีพเกษตรคือความเรียบง่าย มีความสุข ทั้งที่ส่วนใหญ่ประสบทั้งปัญหาหนี้สินรุมเร้า จนไม่สามารถหลุดพ้นวงจรหนี้ได้ คือการพยายามปิดบังลดทอนความเหลื่อมล้ำที่ยังคงอยู่ในสังคมไทยที่นับวันยิ่งสูงมากขึ้น งานวิจัยชิ้นนี้จึงพยายามชี้ให้เห็นว่าเกษตรกรโดยรวมมีปัญหาหนี้สินเนื่องจากอะไร และแนะนำแนวทางสำหรับภาครัฐรวมถึงตัวเกษตรกรว่ามีทางออกอย่างไรบ้าง เพื่อแก้ไขปัญหานี้อย่างเร่งด่วน
การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและลักษณะที่สำคัญของภาคการเกษตรไทยส่งผลกระทบโดยตรงต่อครัวเรือนเกษตรกร ทั้งจากปัจจุบันที่แรงงานวัยหนุ่มสาวหันไปพึ่งพิงรายได้นอกภาคการเกษตรมากขึ้น ทำให้ภาคการเกษตรเผชิญกับแรงงานที่มีอายุเฉลี่ยสูงขึ้น หรือขนาดที่ดินทำกินลดลงและผลผลิตตกต่ำ
แม้ว่าจะมีการนำเครื่องจักรกลเข้ามาใช้ในการเกษตรมากขึ้นแต่ต้นทุนการผลิตไม่ได้ลดลง เนื่องจากครัวเรือนส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นเจ้าของเครื่องจักรกล การเข้าถึงแหล่งเงินทุนของครัวเรือนภาคการเกษตรนับเป็นการเปลี่ยนแปลงสำคัญที่ทำให้ครัวเรือนเกษตรมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีสิ่งอำนวยความสะดวกสบายมากขึ้น แต่ก็มาพร้อมกับหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน
ในมิติทางสังคมครัวเรือนเกษตรกรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเผชิญกับปัญหาครอบครัวแหว่งกลาง พ่อแม่วัยแรงงานไม่ได้อาศัยอยู่ในครัวเรือน แต่ส่งเงินกลับมาให้ครัวเรือนได้ใช้จ่าย จะเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นดังกล่าวย่อมส่งผลต่อการตัดสินใจของครัวเรือน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตัดสินใจด้านการบริหารจัดการการเงินของครัวเรือน
• ครัวเรือนที่ปลูกข้าว เป็นกลุ่มที่มีจำนวนมากที่สุด ครัวเรือนมีรายได้จากการทำนาปรัง ในกรณีเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติสามารถพึ่งพาเงินช่วยเหลือจากภาครัฐ แต่เนื่องจากรายได้ภาคการเกษตรไม่เพียงพอต่อการใช้จ่ายในครัวเรือนจึงต้องพึ่งพารายได้นอกภาคการเกษตรเป็นหลัก มีวิธีการจัดการกับรายได้และเงินลงทุนโดยเมื่อถึงฤดูกาลเพาะปลูกจะยืมปัจจัยการผลิตจากกองทุนฯ ในชุมชน พอเก็บเกี่ยวก็จะนำเงินขายข้าวนาปีมาลงทุนทำนาปรัง เงินขายข้าวนาปรังจะถูกแบ่งไปใช้หนี้และเอาไปลงทุนทำนาปีในปีการเพาะปลูกถัดไป เงินที่ได้จากการรับจ้างจะนำมาใช้จ่ายในครัวเรือน ใช้หนี้และบางครั้งก็ต้องกู้มาใช้จ่ายในครัวเรือน
• ครัวเรือนที่ปลูกข้าวและผักสวนครัว มีการปลูกผักเป็นรายได้เสริมเพิ่มสภาพคล่องให้กับครัวเรือน ในการปลูกผักจำเป็นต้องใช้เวลาในแปลงผักค่อนข้างมาก ทำให้ไม่ได้ออกไปรับจ้างข้างนอก เงินที่ได้จากการขายข้าวเป็นส่วนที่เอาไว้ชำระหนี้ ส่วนค่าใช้จ่ายรายวันของครัวเรือนใช้เงินที่ได้จากการขายผัก และยังแบ่งเงินบางส่วนจากการขายผักไว้เป็นเงินออมอีกด้วย ครัวเรือนในกลุ่มนี้มีหนี้สินสะสมต่อครัวเรือนไม่มากนัก แต่เนื่องจากครัวเรือนมีรายได้นอกภาคการเกษตรค่อนข้างน้อย บางครัวเรือนจึงเกิดปัญหาในการชำระคืนเงินกู้ โอกาสหลุดพ้นจากการเป็นหนี้ค่อนข้างน้อย
• ครัวเรือนที่ปลูกข้าวและข้าวโพด เป็นตัวแทนของครัวเรือนที่มีที่ดินท ากินอยู่นอกเขตชลประทาน รายได้จากการเกษตรค่อนข้างน้อย เพราะผลผลิตไม่ดี ต้องพึ่งเงินจากสมาชิกในครัวเรือนที่ออกไปรับจ้าง เงินที่ ได้จากการขายผลผลิตจะนำมาใช้จ่ายในครัวเรือน ซึ่งไม่เพียงพอ จำเป็นต้องกู้ยืมมาใช้จ่ายในครัวเรือนและกู้ยืม เพื่อการลงทุน เงินที่จะใช้ชำระหนี้มาจากการรับจ้าง นับเป็นกลุ่มครัวเรือนที่มีปัญหาหนี้สินมากที่สุด ความสามารถในการชำระหนี้น้อยที่สุด และโอกาสหลุดพ้นจากการเป็นหนี้น้อยที่สุด
• ครัวเรือนที่ปลูกข้าวและอ้อย ครัวเรือนในกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีฐานนะทางเศรษฐกิจดีกว่ากลุ่มอื่น ๆ โดยเปรียบเทียบ การลงทุนปลูกอ้อยต้องใช้เงินลงทุนมาก แต่ก็ให้ผลตอบแทนมากเช่นกัน นอกจากนี้หัวหน้าครัวเรือนที่อายุน้อยยังสามารถหารายได้นอกภาคการเกษตรได้อีกด้วย ครัวเรือนจะใช้เงินที่ได้จากการขายข้าว และอ้อยเป็นค่าใช้จ่ายในครัวเรือน รวมถึงแบ่งไว้ลงทุนในครั้งหน้า บางครัวเรือนมีเงินเหลือพอที่จะนำไปลงทุนซื้อสินทรัพย์ เช่น รถไถใหญ่ รถหกล้อ เป็นต้น แม้ว่าครัวเรือนในกลุ่มนี้จะมีหนี้สินสะสมค่อนข้างมาก แต่จะเห็นว่าความสามารถในการชำระหนี้คืนก็อยู่ในระดับสูงเช่นกัน
•ครัวเรือนที่ปลูกข้าวและเลี้ยงสัตว์ เป็นกลุ่มที่มีความมั่นคงทางอาหาร แม้ว่ารายได้จากการเกษตรน้อยที่สุด แต่สามารถพึ่งพิงรายได้นอกภาคการเกษตรจากสมาชิกคนอื่น ๆ ในครัวเรือน เงินที่ได้จากการขายข้าวเอาไว้ ใช้จ่ายในครัวเรือนและลงทุนรอบถัดไป ส่วนเงินที่ได้จากการเลี้ยงสัตว์เป็นค่าใช้จ่ายในครัวเรือนและแบ่งไว้ออม ทั้งนี้เงินที่ใช้ในการชำระหนี้มาจากรายได้นอกภาคการเกษตร
สำหรับพฤติกรรมการก่อหนี้และการบริหารจัดการหนี้สินของครัวเรือนพบว่า ครัวเรือนก่อหนี้เนื่องจากเงินไม่พอใช้จึงจำเป็นต้องกู้ ต้องการกู้เพื่อรักษาสิทธิ์ให้เท่าเทียมกับคนอื่น กระแสบริโภคนิยมโดยเฉพาะผู้ที่มีบุตรหลาน และยืมแทนบุคคลอื่น
ทั้งนี้ความคาดหวังต่อรายได้ในอนาคตเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการก่อหนี้ในปัจจุบัน ครัวเรือนส่วนใหญ่ที่เป็นหนี้มักจะกู้เงินมากกว่า 1 แหล่ง ประเด็นสำคัญคือโอกาสที่ครัวเรือนเกษตรกรจะหลุดพ้นจากการเป็นหนี้นั้นค่อนข้างยาก เนื่องจากเหตุผลหลายประการ เช่น รายได้ภาคการเกษตรไม่เพียงพอต่อการชำระหนี้ ครัวเรือนมีรายได้ไม่พอจึงก่อหนี้ใหม่ การไม่ชำระคืนเงินต้นจ่ายเฉพาะดอกเบี้ย และที่สำคัญที่สุดคือการลงทุนด้านการศึกษาของบุตรเป็นจุดเริ่มต้นของการเป็นหนี้ของหลาย ๆ ครัวเรือน เป็นต้น
การส่งเสริมและขยายบริการทางการเงินให้ครัวเรือนเกษตรกรสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ทำให้ครัวเรือนมีเงินลงทุนด้านต่าง ๆ มากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันหากยังไม่แก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำครัวเรือนก็มีหนี้สินสะสมมากขึ้นเช่นกัน รวมถึงการการสื่อสารของสถาบันทางการเงินที่ไม่ละเอียดเพียงพอ ส่งผลให้บางครั้งเกษตรกรรีบกู้ยืมเพื่อรักษาสิทธิ์ของตนเองเพียงเพราะห่วงว่าจะเสียสิทธิ์ในการกู้ยืมเมื่อถึงคราวจำเป็น
จากการศึกษาการจัดการการเงินของครัวเรือนเกษตรกร รวมถึงการบริหารจัดการหนี้สินของครัวเรือน และนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการก่อหนี้ในมุมมองของครัวเรือน ทำให้ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์และก่อให้เกิด ข้อเสนอแนะเพื่อการพัฒนา ดังนี้
1) ศึกษาความเป็นไปได้ของการปล่อยเช่าที่ดินเพื่อทำเกษตรแปลงรวม โดยเฉพาะที่ดินขนาดเล็กและปลูกพืชโดยมีการวางแผนและจำแนกการปลูกพืชตามโซน ครัวเรือนเกษตรส่วนใหญ่มีที่ดินหลายแปลง อาจแบ่งพื้นที่บางส่วนให้เช่าเพื่อลดความผันผวนทางรายได้ของครัวเรือนเกษตรกร
2) ขยายการศึกษาภาคบังคับเป็นระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ในอดีตเหตุผลของการเป็นหนี้คือเหตุผลด้านสุขภาพ แต่ด้วยระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าในปัจจุบัน ทำให้ความจำเป็นในการก่อหนี้เพื่อการรักษาพยาบาลลดลงไปมาก ในปัจจุบันเหตุผลหลักของการก่อหนี้เปลี่ยนเป็นการก่อหนี้เพื่อการศึกษาของบุตร ทั้งที่มีพระราชบัญญัติการศึกษาภาคบังคับกำหนดให้พลเมืองไทยต้องจบการศึกษาอย่างน้อยที่สุดในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น แต่การศึกษาเป็นรากฐานของการพัฒนาคน ชุมชน และประเทศ ดังนั้นควรพิจารณาขยายการศึกษาภาคบังคับเป็นระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย เพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงานที่มีฝีมือสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาประเทศ
3) เพิ่มช่องทางและปรับวิธีการสื่อสารของสถาบันการเงินให้เข้าใจง่าย ครบถ้วน ยกตัวอย่างเช่น การ ประชาสัมพันธ์ทั้งข้อดีและข้อเสียของการจ่ายชำระคืนเฉพาะดอกเบี้ยให้ครัวเรือนได้รับทราบ เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจชำระหนี้เงินต้น ประชาสัมพันธ์และสื่อสารให้ครัวเรือนเกษตรกรเข้าใจถึง ระบบประกันภัยผลผลิตทางการเกษตร
4) พัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินสำหรับรายย่อย (Micro Finance) ให้มีความหลากหลายมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ผลิตภัณฑ์ทางด้านการประกันภัย (Micro-insurance) ผลิตภัณฑ์ทางด้านการออม ทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการออมแบบที่มีเงินปันผลที่ให้ประโยชน์มากกว่าการได้รับเงินชดเชยเมื่อเสียชีวิตเท่านั้น ซึ่งจะส่งผลให้ระดับการออมในระบบสถาบันการเงินของเกษตรกรเพิ่มมากขึ้น
วงจรภาพรวมทางการเงินของครัวเรือนเกษตรกร
ตั้งต้นจากการหาเงินทุนเพื่อทำเกษตรกรรม จากนั้นเมื่อได้ผลผลิตทางการเกษตรก็นำไปขาย และนำรายจากทั้งการเกษตรรวมถึงอาจจะมีเงินส่งกลับจากลูกหลานหรือญาติที่ทำงานนอกภาคการเกษตรมาบริโภคในครัวเรือน ลงทุนทางการเกษตรครั้งใหม่ รวมถึงใช้จ่ายเพื่อการศึกษาของบุตร อย่างไรก็ตามพบว่ารายได้ของเกษตรส่วนใหญ่ที่ไม่เพียงพอต่อรายจ่าย จึงจำเป็นต้องกู้หนี้อีกครั้ง เพื่อนำมาลงทุนทำเกษตรกรรมใหม่ วนเป็นวงจรแห่งหนี้
สำหรับทางออกโดยภาพรวมนั้นหากเกษตรกรมีที่ดินเพียงพอ หรือเปลี่ยนมาปลูกพืชชนิดอื่นจะได้รับค่าตอบแทนสูงกว่าเดิม เช่น ปลูกอ้อยหรือผักสวนครัว เป็นต้น ส่วนภาครัฐและเอกชนควรพิจารณาขยายการศึกษาภาคบังคับ พัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงิน รวมถึงเพิ่มช่องทางและปรับวิธีสื่อสารของสถาบันการเงิน เป็นต้น