ก้าวข้ามกับดักความเชื่อคู่ตรงข้ามในสังคม

ก้าวข้ามกับดักความเชื่อคู่ตรงข้ามในสังคม

ความเชื่อในฐานะที่เป็นเสียงและภาษาของคนไร้อำนาจนั้นปรากฏให้เห็นอยู่ทั่วไปในทุก ๆ สังคม และไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในสังคมไทยเท่านั้น ด้วยรูปแบบและเนื้อหาในบริบทที่แตกต่างกันไป ดังอีกตัวอย่างหนึ่ง

ในกรณีของสังคมเวียดนาม ซึ่งมีงานศึกษาพิธีไหว้ผีเจ้าแม่ในหนังสือที่น่าสนใจเล่มหนึ่งเรื่อง Goddess on the Rise: Pilgrimage and Popular Religion in Vietnam (Taylor 2004) เจ้าแม่ Ba Chua Xu ดังกล่าวเป็นผีตามความเชื่อของชาวจาม ซึ่งมีการสร้างรูปเคารพไว้ในศาลเจ้าขนาดใหญ่บนพรมแดนระหว่าง ประเทศเวียดนามกับกัมพูชา ในประวัติศาสตร์ชาวจามเคยสามารถสร้างอาณาจักรอย่างยิ่งใหญ่อยู่ในเวียดนาม ตอนใต้ขณะที่ในปัจจุบันชาวจามส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในเขมรและนับถือศาสนาอิสลาม แต่ชาวเวียดนามจำนวน มหาศาลทั้งคนในสังคมชนบทและสังคมเมืองหลั่งไหลไปจาริกแสวงบุญและเซ่นไหว้เจ้าแม่นี้กว่าล้านคนในแต่ละปีด้วยการนำหมูย่างไปถวายผีจามที่เป็นมุสลิม ซึ่งชี้ให้เห็นว่าความเชื่ออยู่เหนือกับดักคู่ตรงข้าม เพราะมักจะก้าวข้ามเส้นแบ่งเชิงโครงสร้างแบบทางการต่าง ๆ ผู้เขียนหนังสือได้อธิบายปรากฏการณ์เช่นนี้ว่า เมื่อชาวเวียดนามมีความมั่งคั่งมากขึ้น หลังจากได้รับผลพวงของความเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วในช่วงที่ผ่านมา แต่พวกเขากลับยังไร้สิทธิและเสียงทางการเมืองภายใต้ข้อจำกัดของพรรคคอมมิวนิสต์ พวกเขาจึงหันไปทุ่มทุนทางเศรษฐกิจอย่างมากมายลงไปในกิจกรรมด้านความเชื่อแทน เพื่อแสดงถึงอิสรภาพในการบริโภคความมั่งคั่งของพวกเขา (Taylor 2004)

ผมเองก็ได้ข่าวทำนองนี้อยู่เหมือนกันจากนักศึกษาเวียดนามที่เคยมาเรียนในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่แล้วกลับบ้าน พวกเขาจะถูกห้ามเล่นอินเตอร์เน็ตอย่างเสรีจนกลัวตัวงอเป็นกุ้งแห้งเลย เมื่อไร้สิทธิเสรีภาพทางการเมือง พวกเขาก็ไม่รู้ว่าจะเสพความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจที่ได้รับในช่วงพัฒนานี้ที่ไหน พวกเขาบางส่วนจะหันมาให้ความสำคัญกับรถจักรยานยนต์เพราะช่วยให้เขาเคลื่อนไหวได้อย่างเสรี หนังสือเล่มดังกล่าวข้างต้นก็พบว่า คนที่จาริกมาไหว้เจ้าแม่ที่ชายแดนจำนวนไม่น้อยถึงกับขี่รถมอเตอร์ไซด์มาจากฮานอย ซึ่งอยู่ห่างออกไปกว่า 1000 กิโลเมตร เพราะช่วยให้พวกเขารู้สึกถึงการเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ (Taylor 2004)

ในโลกปัจจุบัน จึงไม่เรื่องง่ายเลยสำหรับกรณีที่ประชาชนมีความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจแล้วจะแปลว่าพวกเขาจะมีอำนาจทางการเมืองด้วย เมื่อพวกเขายังคงถูกจำกัดอำนาจทางการเมือง พวกเขาจึงหันเข้าหาอำนาจทางความเชื่อมากขึ้น เสมือนหนึ่งกับจะประท้วงผู้อำนาจกราย ๆ ว่า ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ แต่ไร้อำนาจทางการเมือง ก็เหมือนกับยังไร้อิสระอยู่นั่นเอง ในบริบทเช่นนี้ ความเชื่อจึงน่าจะมีฐานะเป็นกลยุทธ์หนึ่งในความต้องการมีอิสระ ในการเสพความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ โดยไม่สนใจใยดีกับดักในพรมแดนของจารีตแบบทางการนั่นเอง

ความเชื่อในหลาย ๆ กรณีจึงสามารถนำมาใช้เป็นกลยุทธ์ในการต่อสู้ทางความคิดของผู้คน ทั้งในสังคมไทย และเช่นเดียวกับสังคมอื่น ๆ โดยเฉพาะในบริบทของการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ที่นับวันจะยิ่งซับซ้อนมากขึ้น แต่ในปัจจุบันสังคมไทยทั่วไปกลับยังคงมีอคติกับความเชื่อต่าง ๆ ตลอดจนยังไม่เห็นความสำคัญของความเชื่อในทางวิชาการ เพราะยังยึดติดอยู่ในกับดับของชุดความรู้และเหตุผลที่คุ้นเคย ซึ่งเป็นชุดความรู้ที่มีอำนาจกำกับควบคุมอยู่อย่างตายตัว ส่วนเรื่องใดก็ตามที่ไม่คุ้นเคยหรือท้าทาย ผู้มีอำนาจในชุด
ความรู้นี้มักจะเห็นว่าเป็นความเชื่อที่เหลวไหล ทั้ง ๆ ที่ ในวงการทางวิชาการแล้วไม่ควรยึดติดกับความคิดและความเชื่อใดไปทั้งหมด แต่ต้องนำมาถกเถียงและวิพากษ์วิจารณ์ เพื่อให้สมกับเป็นคนไทยในสังคมแบบ 4.0 รวมทั้งร่วมรับฟังความเห็นแตกต่างของคนอื่น ๆ ด้วย โดยไม่ยึดเอาความคิดของตนเองเป็นหลักแต่เพียงด้านเดียว ผมจึงหวังว่าการบรรยายในวันนี้คงจะช่วยเสริมสร้างความคิดแบบ 4.0 บ้างไม่มากก็น้อย ด้วยการสนับสนุนความคิดแบบวิพากษ์วิจารณ์ ให้เป็นกระบวนการแสวงหาความรู้ในยุคสมัยใหม่ต่อไป

โดย
อานันท์ กาญจนพันธุ์

09-ก้าวข้ามกับดักความเชื่อคู่ตรงข้ามในสังคม (147.1 KiB, 242 downloads)