บรรยายพิเศษเรื่อง ความเชื่อในสังคมไทยกับวิทยาศาสตร์ : พันธมิตร ปรปักษ์ หรืออยู่ร่วมกันแบบแตกต่าง

อนาคตศึกษา โดย อภิวัฒน์ รัตนวราหะ
17/06/2020
การนำเสนอผลงานวิจัย ไขกุญแจแห่งความเอื้อเฟื้อ: มุมมองเชิงพฤติกรรม
14/08/2020

บรรยายพิเศษเรื่อง ความเชื่อในสังคมไทยกับวิทยาศาสตร์ : พันธมิตร ปรปักษ์ หรืออยู่ร่วมกันแบบแตกต่าง

บรรยายพิเศษเรื่อง
“ความเชื่อในสังคมไทยกับวิทยาศาสตร์ :
พันธมิตร ปรปักษ์ หรืออยู่ร่วมกันแบบแตกต่าง”

รศ. ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์
คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

เคยมีคนตั้งคำถามไว้ว่า “ประเทศไทยเรานั้น ส่งเด็กไปแข่งขันวิทยาศาสตร์โอลิมปิกมาก็หลายปี แล้วได้เหรียญทองจากการแข่งขันมาก็เยอะ แต่ทำไม ยังมีคนเชื่อเรื่องผีสางเทวดา” คา ถามนี้ สะท้อนให้เห็นว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่คนไทยจะเชื่อถือศรัทธาในไสยศาสตร์ ในสิ่งเร้นลับ มากกว่าเชื่อในวิทยาศาสตร์ ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง แสดงว่าสังคมไทยมีวิทยาศาสตร์ที่ไม่เข้มแข็ง แถมยังอาจจะไม่เข้มแข็งในเรื่องศาสนาอีกด้วย เนื่องจากแก่นของศาสนาส่วนใหญ่จะไม่ได้ให้ความสำคัญหรือศรัทธาในเรื่องผีสางอย่างนั้นแล้ววิทยาศาสตร์จะสามารถอยู่ร่วมกับความเชื่อในสังคมไทยได้หรือไม่ ? คำตอบคือ ได้ โดยวิทยาศาสตร์กับความเชื่อแบบไสยศาสตร์นั้น น่าจะอยู่ร่วมแบบ Win – Win ทั้งสองฝ่าย บนพื้นฐานของความเข้าใจซึ่งกันและกัน กล่าวคือ ฝ่ายวิทยาศาสตร์เองก็ต้องเข้าใจและเห็นอกเห็นใจว่า คนไทยนั้นเติบโตมาตั้งแต่เด็กจนถึงเป็นผู้ใหญ่ กับการรับข้อมูลสืบทอดกันมาว่าผีวิญญาณสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้นมีจริง ไม่ควรที่จะไปดูถูกหรือพยายามลบล้างความเชื่อแบบหักดิบ ขณะที่สังคมไทยก็ควรที่จะได้เริ่มเรียนรู้ ว่าปาฏิหาริย์หรือความเชื่อพื้นถิ่นต่างๆ ที่เคยพบกันในอดีต อย่างเช่นเรื่อง บั้งไฟพญานาค หรือเรื่องรูปถ่ายดวงวิญญาณ หรือเรื่องบ่อน้ำผุดศักดิ์สิทธิ์ ฯลฯ หลายอย่างก็สามารถจะมีคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ได้ ตัวอย่างเช่น ปรากฏการณ์ต่างๆ ที่อ้างว่าเกี่ยวเนื่องกับ “พญานาค” ซึ่งวิทยาศาสตร์สามารถที่จะให้คำตอบกับสังคมได้ว่า ปรากฏการณ์เหล่านั้นมีคำอธิบายอะไรอื่นอีกหรือไม่ นอกจากที่จะเชื่อกันว่าเป็นฝีมือของพญานาคเท่านั้น เช่น ถ้าพบรอยประหลาดที่อ้างว่าเป็นรอยที่พญานาคทำ ขึ้นมาก็หาคำอธิบายอื่นๆ พร้อมหลักฐานประกอบ ว่าจริงๆ แล้วรอยนั้นน่าจะมีสัตว์อะไรหรือแม้แต่มนุษย์เป็นผู้ทำขึ้น หรือถ้ามีรูปปลาประหลาดที่ถูกเชื่อว่าเป็นพญานาคตัวจริงถูกจับได้ที่แม่น้ำโขง ก็ควรจะอธิบายว่า จริงๆ แล้ว มันเป็นปลาทะเลน้ำลึก ชื่อว่า oar fish ซึ่งภาพปลาดังกล่าวนั้น ถ่ายได้ที่ประเทศอเมริกา ไม่ใช่ที่ประเทศไทย

หรืออย่างปรากฏการณ์ “บั้งไฟพญานาค” ที่อ้างว่า มีปรากฏการณ์ลูกไฟประหลาด พุ่งขึ้นมาจากแม่น้ำโขงในเวลากลางคืน ของคืนวันออกพรรษา 15 ค่า เดือน 11 เพียงวันเดียวเท่านั้นในรอบปี ซึ่งผู้คนที่ท้องถิ่นก็เชื่อว่าเป็นผลจากพญานาคออกมาพ่นไฟ ระลึกถึงการรับเสด็จพระพุทธเจ้าที่ลงมาจากสวรรค์ชั้นดาวดึงตามพุทธประวัติ ในขณะที่ทางวิทยาศาสตร์นั้น ก็พยายามหาคำอธิบายในเชิงของปรากฏการณ์ธรรมชาติ โดยในปี พ.ศ. 2545 กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ได้พยายามศึกษาและให้เหตุผลว่า บั้งไฟพญานาค เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ 100% ที่เกิดจากซากพืชซากสัตว์ที่ทับถมกันใต้แม่น้ำโขง จนเกิดแก๊สมีเทน ซึ่งเป็นเชื้อเพลิง แล้วลอยขึ้นมาผสมกับก้อนฟอสฟีน (จากก้อนฟอสฟอรัสใต้น้ำ) ในอากาศ และเกิดการสันดาปจนทำให้ติดไฟและเห็นเป็นลูกไฟพุ่งขึ้นมาจากน้ำได้

ความน่าสนใจของเรื่องนี้ ในเชิงของวิทยาศาสตร์ เกิดขึ้นเมื่อนักวิชาการในยุคหลัง ก็สามารถตั้งข้อสงสัยและหาทางโต้แย้งกับรายงานของกระทรวงวิทยาศาสตร์ได้โดยไม่ต้องเกรงใจกัน ดังเช่น ข้อสันนิษฐาน ว่าการสะสมของแก๊สมีเทนใต้แม่น้ำโขงที่น้ำไหลเชียวนั้น แทบเป็นไปไม่ได้เลย และไม่มีเหตุผลอันสมควรที่จะอธิบายต่อด้วยว่าไมแก๊สถึงได้พุ่งขึ้นมาจากน้ำแค่ในคืนวันออกพรรษาเท่านั้นขณะที่สมมติฐานใหม่ ที่อ้างว่าลูกไฟบั้งไฟพญานาคนั้น จริงๆ แล้วกลับดูคล้ายกับลักษณะการยิงของกระสุนชนิดพิเศษ ที่เรียกว่า กระสุนส่องวิถี (tracer round) ผลิตจากกระสุนฐานกลวง ที่มีสารเคมีที่ก่อให้เกิดประกายไฟอัดอยู่แน่น เช่น ฟอสฟอรัส แมกนีเซียม ทำให้เกิดประกายไฟและให้ความสว่างมากพอ โดยสอดคล้องกับสารคดีของสถานีโทรทัศน์ไอทีวี ในปี พ.ศ. 2545 ที่แสดงให้เห็นว่ามีทหารลาวมายิงกระสุนส่องวิถีขึ้นฟ้าและมีเสียงเฮที่ดังมาจากฝั่งไทยที่มารอชมบั้งไฟพญานาค

จากโจทย์ที่ฟังดูเป็นแค่เรื่องเร้นลับ บนความเชื่อศรัทธา และไม่ได้รู้สึกว่าจะเป็นวิทยาศาสตร์เท่าไหร่นี้ นำมาสู่การทดสอบด้วยเครื่องมือที่เป็นวิทยาศาสตร์มากขึ้น พร้อมกับการลงพิสูจน์ในภาคสนามบนพื้นที่จริง ด้วยทดลองตั้งกล้องถ่ายรูปแบบเปิดหน้ากล้องนานเพื่อบันทึกเส้นทางและจุดกำเนิดของลูกบั้งไฟพญานาคที่ริมฝั่งแม่น้ำโขง ปรากฏว่า ภาพที่ถ่ายออกมามีลักษณะเหมือนกันทุกรูป คือลูกไฟบั้งไฟพญานาคนั้น ไม่ได้พุ่งขึ้นมาจากกลางแม่น้ำอย่างที่หลายคนอ้างว่าเห็น แต่กลับพุ่งขึ้นจากฝั่งประเทศลาวที่อยู่ตรงกันข้ามกับฝั่งไทย โดยบางลูกก็ขึ้นจะแนวริมตลิ่งน้ำบางลูกก็ขึ้นจากบริเวณพุ่มไม้ริมแม่น้ำรวมทั้งการตั้งกล้องถ่ายจากริมแม่น้ำโขงในฝั่งประเทศลาว ซึ่งไม่ได้มีประชาชนมาเฝ้าดูปรากฏการณ์บั้งไฟพญานาคแน่นขนัดเหมือนคนไทยนั้น ก็สามารถบันทึกวิดีโอของภาพและเสียงลูกกระสุนปืนที่ยิงข้ามจากฝั่งลาวไปยังฝั่งไทยได้อย่างชัดเจน พร้อมกับเสียงเชียร์ที่ตอบรับกลับมาจากฝั่งไทย

12-ความเชื่อในสังคมไทยกับวิทยาศาสตร์ : พันธมิตร ปรปักษ์ หรืออยู่ร่วมกันแบบแตกต่าง (193.3 KiB, 16 downloads)