ถ้าหากเลือกเกิดไม่ได้ จะขอเลือกตายเองได้ไหม?

โครงการโมเดลทางเลือกในการพัฒนาคนไทย 4.0 บนพื้นที่สูงในภาคเหนือตอนบน
21/10/2020
จะสร้างแรงจูงใจอย่างไรให้วัยรุ่นเข้าร่วมงานจิตอาสามากขึ้นโดยที่ไม่ต้องบังคับ?
28/10/2020

ถ้าหากเลือกเกิดไม่ได้ จะขอเลือกตายเองได้ไหม?

รศ.ดร.นพพล วิทย์วรพงศ์
“การุณยฆาต” วาระสุดท้ายของชีวิตที่เลือกได้
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์ 2 ประการ ได้แก่ (1) เพื่อศึกษาถึงรายละเอียดของนโยบายที่เกี่ยวข้องกับทางเลือกในการยุติชีวิตของผู้ป่วยระยะท้ายในต่างประเทศ และ (2) เพื่อประเมินในเบื้องต้นถึงความเป็นไปได้ในการดำเนินนโยบายที่เกี่ยวข้องกับทางเลือกในการยุติชีวิตของผู้ป่วยระยะท้ายในรูปแบบต่าง ๆ ในประเทศไทย
ขอบเขตของการศึกษานี้ คือ การสรุปและสังเคราะห์งานวิจัยทั้งในและต่างประเทศที่เกี่ยวข้อง โดยพิจารณางานวิจัยของประเทศไทยในฐานข้อมูลของศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (Thai Journal Citation Index: TCI) งานวิจัยของต่างประเทศในฐานข้อมูล PubMed และ Google Scholar และการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับประเทศเนเธอร์แลนด์และแคนาดาที่เป็นกรณีศึกษาของการศึกษานี้
ทางเลือกในการยุติชีวิตในวรรณกรรมมีทั้งสิ้น 6 ทางเลือก ได้แก่
(1) การุณยฆาต (Euthanasia) หมายถึง การยุติชีวิตของผู้ป่วยโดยแพทย์ตามคำร้องขอและความสมัครใจของผู้ป่วยเอง
(2) การฆ่าตัวตายโดยความช่วยเหลือของแพทย์ (Physician-Assisted Suicide) หมายถึง การยุติชีวิตของผู้ป่วยด้วยตัวผู้ป่วยเอง โดยแพทย์ให้ความช่วยเหลือด้วยการจัดยาที่มีฤทธิ์ทำให้เสียชีวิตตามคำร้องขอและความสมัครใจของผู้ป่วย
(3) การยุติชีวิตโดยปราศจากการแสดงเจตนาของผู้ป่วย (Ending of Life without the Patient’s Explicit Request หรือ Life Terminating Acts without Explicit Request of Patient) หมายถึง การยุติชีวิตของผู้ป่วยโดยแพทย์ โดยที่ผู้ป่วยไม่เคยแสดงเจตนารมณ์ไว้ว่าให้แพทย์กระทำการดังกล่าวได้ ซึ่งจะไม่อยู่ในขอบเขตของการศึกษาครั้งนี้
(4) การปฏิเสธการรักษาในวาระท้ายของชีวิต (Non-Treatment Decisions) หมายถึง การที่ผู้ป่วยตัดสินใจที่จะงดหรือหยุดการ รับบริการทางการแพทย์ที่มีวัตถุประสงค์ในการธำรงหรือยืดชีวิตของตนเอง (Withhold or Withdraw LifeSustaining Treatment)
(5) การฆ่าตัวตาย (Suicide) ซึ่งจะไม่อยู่ในขอบเขตของการศึกษาครั้งนี้
(6) การดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care) ซึ่งไม่ได้มีวัตถุประสงค์ในการเร่งหรือยืดการตาย ผลลัพธ์ของการกระทำดังกล่าวจึงเป็นการเสียชีวิต “ตามธรรมชาติ” ทั้งนี้ การรับการดูแลแบบประคับประคองเป็นการกระทำที่ถูกกฎหมายในทุกประเทศทั่วโลก และนับว่าเป็นรูปแบบการยุติชีวิตที่เป็นตัวเปรียบเทียบ (Status Quo) ให้กับรูปแบบอื่น ๆ

ประเทศเนเธอร์แลนด์เป็นประเทศแรกในโลกที่มีกฎหมายคุ้มครองการุณยฆาต (Euthanasia) และการฆ่าตัวตายโดยความช่วยเหลือของแพทย์ (Physician-Assisted Suicide) โดยอนุญาตให้มีการกระทําดังกล่าวได้ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2002/พ.ศ. 2545 ภายใต้กฎหมาย Termination of Life on Request and Assisted Suicide (Review Procedures) Act (Rietjens et al., 2009; Steck et al., 2013; Wise, 2001)

ประเทศเนเธอร์แลนด์กําหนดให้การุณยฆาตและการฆ่าตัวตายโดยความช่วยเหลือของแพทย์กระทําได้กับ ผู้ป่วยที่มีสัญชาติเนเธอร์แลนด์ ทั้งที่เป็นผู้ใหญ่ (อายุมากกว่า 18 ปี) และผู้เยาว์ (อายุ 12-18 ปี) โดยที่ไม่ผิดกฎหมาย โดยมีเงื่อนไขว่าแพทย์ที่กระทําการดังกล่าวต้องปฏิบัติตามแนวทางปฏิบัติที่กําหนดไว้ในกฎหมาย (Criteria for Due Care) ซึ่งประกอบไปด้วยองค์ประกอบ 6 ประการ ดังนี้ (Rietjens et al., 2009; Steck etal., 2013; Wise, 2001)

(1) ผู้ป่วยจะต้องยื่นคําขอในการกระทําการุณยฆาตด้วยความเต็มใจ (“Voluntary”) โดยปราศจากแรงกดดันใด ๆ จากบุคคลที่สาม และการตัดสินใจดังกล่าวของผู้ป่วยจะต้องผ่านการไตร่ตรองมาอย่างถี่ถ้วนแล้ว (“Well-Considered”)

(2) ผู้ป่วยที่ยื่นคําขอ ไม่จําเป็นต้องเป็นผู้ป่วยระยะสุดท้าย (Terminal) แต่แพทย์ต้องพิจารณาแล้วว่าผู้ป่วยต้องได้รับความทรมานทางกายหรือทางใจอย่างที่ไม่อาจทนได้ (“Unbearable (Physical or Psychological) Suffering”) และไม่มีโอกาสที่จะมีสุขภาพหรือคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอีกแล้ว (“No Prospect of Improvement”)(3) ผู้ป่วยจะต้องได้รับข้อมูลเกี่ยวกับทางเลือกในการยุติชีวิต อาการป่วย และทางเลือกในการรักษาของตนอย่างครบถ้วนจากแพทย์

(4) ผู้ป่วยไม่มีทางเลือกในการรักษาอื่นใดอีก

(5) คําขอในการกระทําการุณยฆาตต้องได้รับการพิจารณาอย่างถี่ถ้วนจากแพทย์ผู้กระทําการดังกล่าว และต้องผ่านการปรึกษาและกลั่นกรองโดยแพทย์อีกหนึ่งคนด้วย

(6) แพทย์จะอยู่ด้วยกับผู้ป่วยตลอดทั้งกระบวนการ และกระบวนการดังกล่าวต้องเป็นไปตามหลักการของความเหมาะสมทางการแพทย์ (Due Medical Care)

ประเทศแคนาดานับว่าเป็นประเทศล่าสุดในโลกที่มีกฎหมายคุ้มครองการุณยฆาต และการฆ่าตัวตายโดยความช่วยเหลือของแพทย์ (Physician-Assisted Suicide) และเรียกการกระทําทั้งคู่ว่าการให้ความช่วยเหลือทางการแพทย์ในการตาย (Medical Aid in Dying: MAiD) (Parliament of Canada, n.d.) มีเงื่อนไขดังนี้

(1) บุคลากรทางการแพทย์ที่ให้ความช่วยเหลือในการตายมีหน้าที่พิจารณาและตรวจสอบว่าผู้ป่วยมีคุณลักษณะที่ผ่านเกณฑ์ทั้งหมดที่กฎหมายได้กําหนดไว้ และมีหน้าที่ติดต่อประสานงานกับบุคลากรทางการแพทย์อีกคนหนึ่งให้ตรวจสอบว่าผู้ป่วยผ่านเกณฑ์ดังกล่าวจริง โดยต้องมีเอกสารยืนยันอย่างเป็นทางการ ทั้งนี้ บุคลากรทางการแพทย์ทั้งสองฝ่ายต้องมีความเป็นอิสระต่อกัน (Independent)

(2) บุคลากรทางการแพทย์มีหน้าที่จัดการให้ผู้ป่วยแสดงความยินยอม (Informed Consent) เป็นลายลักษณ์อักษร ทั้งนี้ หนังสือแสดงความยินยอมต้องมีการเซ็นและลงวันที่กํากับร่วมกัน โดยทั้งตัวผู้ป่วยเองและบุคลากรทางการแพทย์ ต่อหน้าพยาน 2 คน ทั้งนี้ ผู้ป่วยอาจให้ผู้สังเกตการณ์อิสระ (Independent Observer) ที่ไม่ใช่พยานเป็นผู้เขียนหนังสือแสดงความยินยอมแทนได้ ในกรณีที่ไม่สามารถกระทําการดังกล่าวได้เอง

(3) บุคลากรทางการแพทย์มีหน้าที่แจ้งให้ผู้ป่วยรับทราบว่าผู้ป่วยมีสิทธิตามกฎหมายในการยกเลิกคําร้องขอความช่วยเหลือทางการแพทย์ในการตายได้ทุกเมื่อ

(4) หลังจากที่ผู้ป่วยยื่นคําร้องแล้ว บุคลากรทางการแพทย์มีหน้าที่รอเป็นระยะเวลา 10 วัน จึงสามารถให้ความช่วยเหลือทางการแพทย์ในการตายแก่ผู้ป่วยได้ ทั้งนี้ หากทั้งบุคลากรทางการแพทย์ทั้ง 2 คนหรือ คนใดคนหนึ่ง ตามที่ได้ระบุไว้ในข้อ (1) ข้างต้น เห็นว่าความตายของผู้ป่วยน่าจะมาถึงก่อนระยะเวลา 10 วัน กฎหมายให้ยึดความคิดเห็นของบุคลากรทางการแพทย์ที่ให้ความช่วยเหลือเป็นหลัก และให้ตัดสินใจบนหลักการทางการแพทย์ได้ว่าควรทิ้งระยะห่างนานเพียงใด

(5) บุคลากรทางการแพทย์มีหน้าที่แจ้งให้ผู้ป่วยรับทราบอีกครั้งก่อนที่จะให้ความช่วยเหลือทางการแพทย์ในการตาย ว่าผู้ป่วยมีสิทธิตามกฎหมายในการยกเลิกคําร้องได้ ให้โอกาสผู้ป่วยตัดสินใจ และต้องรอจนกว่าผู้ป่วยจะยืนยันคําร้องอีกครั้ง จึงจะกระทําการดังกล่าวได้ ทั้งนี้ หากผู้ป่วยไม่อยู่ในสภาวะที่สามารถยืนยันคําร้องได้แล้ว ให้หาวิธีใดวิธีหนึ่งเท่าที่จําเป็น (Necessary Measures) ในการพยายามสื่อสารกับผู้ป่วยให้ได้

ในปัจจุบัน ในประเทศไทย ผู้ป่วยระยะท้ายมีทางเลือกในการยุติชีวิตที่ชัดเจนตามกฎหมาย 2 ทางเลือก คือ การดูแลแบบประคับประคอง และการปฏิเสธการรักษาในวาระท้ายของชีวิต (ภายใต้บทบัญญัติมาตรา 12 ของ พระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550)

และมีทางเลือกที่ชัดเจนน้อยลงมาในทางกฎหมายอีก 2 ทางเลือก คือ การดูแลแบบประคับประคองอย่างเข้มข้น/การให้ยาเพื่อให้ผู้ป่วยสงบ (อันนับเป็นส่วนหนึ่งของ กระบวนการของการดูแลแบบประคับประคองซึ่งถูกกฎหมาย) และการฆ่าตัวตายโดยความช่วยเหลือของแพทย์ (ซึ่งแม้จะไม่มีกฎหมายรองรับอย่างชัดเจน แต่ก็อนุมานได้จากประมวลกฎหมายอาญาว่า เนื่องด้วยประเทศไทยไม่มีกฎหมายลงโทษการฆ่าตัวตาย การฆ่าตัวตายโดยความช่วยเหลือของแพทย์ก็ไม่ควรผิดกฎหมายเช่นกัน)

ทางเลือกในการยุติชีวิตรูปแบบเดียวที่ยังไม่ถูกกฎหมายในประเทศไทย คือ การุณยฆาต ซึ่งการศึกษาของประเทศไทยถกเถียงเรื่องการุณยฆาตบนพื้นฐานแนวคิดในเชิงบาปบุญคุณโทษเป็นหลัก ไม่มีการมองการุณยฆาตในฐานะของทางเลือกของนโยบายสาธารณะ ยังไม่มีการตั้งคำถามว่าผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย อันได้แก่ ประชาชน ผู้นำ ผู้นำทาง ความคิด และหน่วยงานดำเนินนโยบาย ว่ามีความต้องการต่อการุณยฆาตหรือไม่ และยังไม่มีการพิจารณาปัญหาเชิงโครงสร้าง การศึกษาแทบทั้งหมดตั้งต้นจากแนวคิดว่าการุณยฆาตเป็น “ปัญหา” จริยศาสตร์ นอกจากจะเป็นการกระทำที่เป็นบาป ยังเป็นการชี้ให้เห็นถึงความเสื่อมโทรมทางจริยธรรมของคนในประเทศอีกด้วย สำหรับการปฏิเสธการรักษาในวาระท้ายของชีวิต การศึกษาของประเทศไทยพบว่า ประชาชนส่วนใหญ่มีความต้องการปฏิเสธการรักษาในระยะสุดท้ายของชีวิต มีความสนใจในการเขียนหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุข แต่ในขณะเดียวกันก็ยังไม่ได้เขียนหนังสือดังกล่าว เพราะไม่มีความรู้มากเพียงพอ อย่างไรก็ดี จากการสืบค้นข้อมูลโดยละเอียดไม่ปรากฏท่าทีอย่างเป็นทางการของนักการเมือง (ในฐานะผู้นำ) และของแพทย์และกระทรวงสาธารณสุข (ในฐานะหน่วยงานดำเนินนโยบาย) แต่อย่างใด

เมื่อพิจารณากรณีศึกษา คือ ประเทศเนเธอร์แลนด์และแคนาดาแล้ว พบว่า ปัจจัยที่ส่งผลสำเร็จต่อการมีกฎหมายการุณยฆาตของทั้งสองประเทศมีหลายประการ ปัจจัยที่มีร่วมกันทั้งสองประเทศ ได้แก่ ประสบการณ์ การวิพากษ์ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการุณยฆาตอย่างกว้างขวางและยาวนาน วัฒนธรรมความเป็นปัจเจกบุคคล (Individualization) ในระบบประชาธิปไตยแบบเสรีนิยม (Liberal Democracy) ที่เข้มแข็ง และการมี “กระแสสังคม” เป็นไปในเชิงบวก อันทำให้ความเป็นไปได้ทางการเมือง (Political Feasibility) ของการมีกฎหมายการุณยฆาตอยู่ในระดับสูง กลุ่มที่ไม่เห็นด้วยมีกลุ่มเดียวและเป็นจำนวนน้อยของสังคม คือ กลุ่มเคร่ง ศาสนา ภายใต้ข้อสมมติว่าปัจจัยข้างต้นเป็นเงื่อนไขสำคัญของการมีกฎหมายการุณยฆาต จะเห็นได้ว่า ปัจจัยเหล่านี้ยังขาดหายไปในบริบทประเทศไทย

องค์ประกอบเดียวที่น่าจะมีอยู่ในประเทศไทยในปัจจุบัน คือ การยอมรับต่อการุณยฆาตของประชาชน ที่เริ่มก่อตัวขึ้นจากการกระตุ้นของสื่อ อย่างไรก็ดี ประสบการณ์ในต่างประเทศ ชี้ให้เห็นว่าการยอมรับการุณยฆาตของประชาชนไม่ได้ส่งผลให้มีกฎหมายการุณยฆาต หรือทำให้การุณยฆาต เป็นประเด็นถกเถียงทางการเมือง (Political Agenda) เสมอไป

กล่าวคือ การยอมรับต่อการุณยฆาตของ ประชาชนไม่ใช่เงื่อนไขที่เพียงพอ (Sufficient Condition) ในการทำให้การุณยฆาตเป็นนโยบายสาธารณะ ประเทศที่จะมีกฎหมายการุณยฆาตได้ต้องมีปัจจัยสนับสนุนอื่นด้วย เช่น ต้องมีผู้นำทางการเมืองที่เป็นกระบอกเสียงให้กับความต้องการของประชาชนในด้านนี้ บุคลากรทางการแพทย์ในฐานะผู้ดำเนินนโยบายต้องให้การยอมรับต่อการุณยฆาตในระดับที่สูงเพียงพอ สังคมต้องมีองค์กรทางการเมืองที่เกี่ยวข้องสนับสนุนการุณยฆาต (Right-to-Die Organizations) หรือ สังคมต้องมีเหตุการณ์ที่สร้างความสั่นสะเทือนมากเพียงพอ เช่น มีการร้องขอการุณยฆาตต่อศาล เป็นต้น

เงื่อนไขสนับสนุนทั้งหมดนี้ยังไม่ชัดเจนในประเทศไทย ในขณะที่การุณยฆาตได้รับการต่อต้านภายใต้แนวคิด ด้านศีล 5 ของศาสนาพุทธซึ่งเป็นศาสนาหลักของประเทศและจากกลุ่มผู้นำทางความคิด จึงอาจสรุปได้ว่า ความเป็นไปได้ในการมีกฎหมายการุณยฆาตของประเทศไทยในปัจจุบันอยู่ในระดับต่ำ การริเริ่มถกเถียงในประเด็นการุณยฆาตในสังคมไทยต้องอยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจที่ตรงกัน สังคมไทยยังต้องพิจารณาถึงประเด็นเหล่านี้ในการประเมินความเหมาะสมของกฎหมายการุณยฆาต ได้แก่ ความเต็มใจของ vi บุคลากรทางการแพทย์ในการกระทำการุณยฆาต ผลกระทบของกฎหมายการุณยฆาตในบริบทของประเทศ ไทย การดำเนินการการุณยฆาต (โดยต้องมีการออกแบบระบบที่พิจารณาว่า (1) แพทย์ที่จะต้องกระทำการุณย ฆาตควรเป็นแพทย์กลุ่มใด (2) กระบวนการในการกระทำการุณยฆาตควรเป็นอย่างไร (3) รัฐมีกระบวนการ ตรวจสอบอย่างไรเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบทางลบ และ (4) ทรัพยากรในการดำเนินการทั้งหมดมี เพียงพอหรือไม่) ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการการุณยฆาต และคุณค่าในสังคม ทั้งนี้ ประเด็นทั้งหมดเหล่านี้ยังไม่มีเคยมีการศึกษาในประเทศไทย และควรมีการศึกษาอย่างละเอียดต่อไป