คนไทย 3.0 สู้เฟคนิวส์และรับมือภาวะฟุ้งกระจายของข่าวสารในช่วงวิกฤติไวรัส COVID-19 ระยะที่ 1
24/11/2020
งานเชียงใหม่ยั่งยืน
27/11/2020

Human 4.0

ผศ.ดร.ชนินทร เพ็ญสูตร

การได้สิทธิในการเป็นพลเมืองในรัฐใดรัฐหนึ่งตั้งแต่กำเนิด ถือเป็นสิทธิพิเศษ เพราะมีบุคคลจำนวนหนึ่งที่ยังไม่มีสิทธิในการเป็นพลเมืองของรัฐใดทั้งสิ้น กลายเป็นบุคคลไร้สัญชาติทั้ง ๆ ที่อาจจะถือกำเนิดและอาศัยอยู่ในรัฐนั้นมาโดยตลอด นอกเหนือจากบุคคลไร้สัญชาติ ยังมีผู้ขอลี้ภัย ผู้ลี้ภัย ผู้อพยพเพราะเหตุผลทางเศรษฐกิจ ที่ต้องการแสวงหาโอกาสที่ดีขึ้นให้แก่ชีวิต และบุคคลเหล่านี้ทั้งหมด ยังไม่ได้รับการรับรองให้เป็นพลเมืองในรัฐที่ตนเองไปอาศัยอยู่ หรือต้องการร้องขอไปอาศัยอยู่ ความพิเศษของการเป็นพลเมืองภายใต้ระบอบประชาธิปไตย คือ การได้รับประกันจากรัฐบาลในการรับรองสิทธิและเสรีภาพส่วนบุคคล ตราบใดที่สิทธิเสรีภาพนั้นไม่ไปกระทบสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น ประการถัดมาคือการได้รับสิทธิทางการเมือง ทั้งสิทธิในการมีส่วนร่วมทางการเมือง การประท้วงรัฐบาลในประเด็นที่ตนเองไม่เห็นด้วย ไปจนถึงการเข้าไปเป็นผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งทางการเมืองโดยตรง และประการสุดท้าย สิทธิทางสังคม ได้แก่ สิทธิในการได้รับสวัสดิการจากภาครัฐ เช่น เงินเบี้ยเลี้ยงผู้สูงอายุ การได้รับการรักษาทางการแพทย์ ฯลฯ

สิทธิ และหน้าที่ มีความหมายที่แตกต่างกัน เมื่อมีการพูดถึงสิทธิ สิ่งที่ผู้คนจะนึกถึงคือ เราจะได้รับสิทธิอะไร ไม่ว่าจะเป็นสิทธิในการรับมรดก สิทธิในการได้เข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา การยืนยันสิทธิในการเข้าหอพักนักศึกษา อย่างไรก็ตาม หลังจากที่เรารับทราบในสิทธิของเราแล้ว เราควรเรียนรู้ถึงหน้าที่ของเราด้วยเช่นกัน ความรับผิดชอบต่อตนเองไม่ให้ไปเบียดเบียนผู้อื่น ถือเป็นหน้าที่ที่พลเมืองพึงกระทำ ความรับผิดชอบในที่นี้ มีตั้งแต่ความรับผิดชอบต่อตนเอง เช่น การจัดการเรื่องการเงินส่วนบุคคล ความรับผิดชอบในการปฏิบัติตามกฎหมาย การเคารพกฎจราจร แม้กระทั่งการบริโภคแอลกอฮอล์ ถึงแม้จะเป็นสิทธิของเราที่จะบริโภคแอลกอฮอล์ แต่เมื่อมองไปในระยะยาวแล้ว หากเรามีเงินเพียงพอในการรักษาตัวจากโรคที่เกิดจากการบริโภคแอลกอฮอล์ ถือเป็นโชคอันดีของเรา แต่ถ้าหากเรากลายเป็นหนี้เพราะแอลกอฮอล์ เป็นภาระแก่สังคม เพราะมีโรคที่ต้องดูแลรักษาและอาจส่งผลกระทบต่อการทำงาน ยังจะถือว่าเรามีสิทธิในการเป็นภาระของสังคมหรือไม่? นอกจากนี้ยังมีประเด็นอีกมากมายที่เราจะต้องใส่ใจ เพราะสิ่งเหล่านี้คือปัญหาที่เกิดจากการกระทำของเราส่วนหนึ่ง เช่น ปัญหาขยะ และการจัดการขยะที่จะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ปัญหาในระดับประเทศ เช่น สังคมผู้สูงอายุ การทุจริต คอร์รัปชัน เราในฐานะพลเมืองไทย จะมีส่วนช่วยเหลือรัฐได้อย่างไร นอกจากปัญหาภายในประเทศ เรายังจะต้องสวมแว่นตาอีกกรอบหนึ่ง คือ การเป็นพลเมืองของโลก ซึ่งเราจะพบว่า โลกใบนี้ยังคงมีปัญหามากมายที่จำเป็นจะต้องได้รับการแก้ไข การเรียนรู้ถึงความเหลื่อมล้ำในสังคม จะทำให้เราขยายการมองจากมุมของเราแต่เพียงผู้เดียวไปเป็นการมองในฐานะผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับปัญหาสากลที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

ในช่วงการดำรงชีวิตอยู่ของเรานั้น เราอาจพบเห็นกับความหลากหลายบนโลกใบนี้ ประเทศไทยถือเป็นประเทศที่มีผู้คนที่มีลักษณะความเหมือนร่วมกันบางอย่าง เช่น พลเมืองไทยส่วนมากนั้น พูดภาษาเดียวกัน คือภาษาไทย ซึ่งเป็นภาษาราชการของประเทศ พลเมืองไทยส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ แต่ในความเหมือนร่วมนั้นยังมีความแตกต่างอยู่ เช่น ความแตกต่างของวัฒนธรรมท้องถิ่น และการย้ายเข้ามาของประชากรต่างถิ่น ส่งผลให้เราได้รับเอาอิทธิพลทางวัฒนธรรมบางอย่างมาจากผู้คนจากพื้นที่อื่นไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ หรือ การได้รับเอาวัฒนธรรมที่ก้าวข้ามผ่านมาในรูปแบบของบริษัท ห้างร้าน องค์กร สถานประกอบการ เช่น การเข้ามาของร้านอาหารจากต่างประเทศ สิ่งเหล่านี้ส่งผลกระทบให้ชีวิตของเราและบุคคลรอบข้างเกิดการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การเข้ามาของสิ่งแปลกใหม่นั้น ผู้คนจะปฏิบัติต่อการเปลี่ยนแปลงในสองรูปแบบ คือ ยอมรับ และต่อต้าน อย่างไรก็ตาม เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข เราควรเรียนรู้ที่จะปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความยุติธรรมผ่านการตัดสินใจทางจริยธรรมที่เราคิดว่าส่งผลดีต่อสถานการณ์นั้น ๆ การยอมรับในความหลากหลายทางวัฒนธรรม ความหลากหลายทางศาสนา ความหลากหลายทางชนชาติ และการยอมรับความหลากหลายทางเพศ จะส่งผลให้พลเมืองโลกสามารถอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข

จากข้อเท็จจริง เรายังคงพบเห็นข้อขัดแย้งอันเกิดจากการกีดกันทางเพศ ข้อขัดแย้งทางชนชั้นและการเข้ายึดทรัพยากรธรรมชาติ ข้อขัดแย้งทางศาสนาส่งผลให้เกิดสภาวะของการยอมรับ/ไม่ยอมรับในความเชื่อของศาสนาผู้อื่น คำถามคือ เราจะมีวิธีการในการจัดการกับความขัดแย้งอย่างไร การจัดการกับความขัดแย้ง มีทั้งวิธีการใช้ความรุนแรง ซึ่งแบ่งออกเป็นความรุนแรงทางกาย ความรุนแรงทางเพศ ความรุนแรงทางจิตใจ และการทอดทิ้ง จะเห็นได้ว่า การแก้ไขปัญหาข้อขัดแย้งด้วยวิธีการรุนแรง ย่อมไม่ส่งผลดีในระยะยาว จะเห็นได้จากตัวอย่างในประวัติศาสตร์ การทำสงครามโลกของเยอรมัน ส่งผลให้เศรษฐกิจประเทศเยอรมนีตกต่ำเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน การกีดกันการพบปะกันระหว่างประชากรเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ ถือเป็นการพรากสถาบันครอบครัวออกจากกัน วิธีการแก้ไขความขัดแย้งอย่างสันติวิธี ถือเป็นการแก้ไขความขัดแย้งที่จะส่งผลให้เกิดการสูญเสียน้อยที่สุด โดยวิธีการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีนั้นมีหลากหลายรูปแบบ อยู่ที่การเลือกใช้ให้เหมาะสมกับแต่ละสถานการณ์และขนาดของความขัดแย้ง

ในสังคมประชาธิปไตย การมีส่วนร่วมทางการเมืองของพลเมือง ถือเป็นการสนับสนุนทางตรงให้ระบอบประชาธิปไตยยังคงเจริญเติบโตได้ในรัฐ พลเมืองของรัฐสามารถถูกแบ่งออกเป็น พลเมืองที่มีความกระตือรือร้นในการมีส่วนร่วมทางการเมือง และพลเมืองที่ไม่ได้มีความกระตือรือร้นในการมีส่วนร่วมทางการเมือง ในรัฐประชาธิปไตยที่แท้จริง จะไม่มีการบีบบังคับให้พลเมืองต้องมีส่วนร่วมทางการเมือง เพราะการบังคับถือเป็นการละเมิดสิทธิประการหนึ่ง อย่างไรก็ตาม รัฐที่มีพลเมืองที่ตื่นตัวทางการมีส่วนร่วมทางการเมือง จะส่งผลดีต่อการตรวจสอบการทำงานของภาครัฐ

การมีส่วนร่วมทางการเมืองนั้นมีความหมายครอบคลุมที่กว้างมาก และไม่ได้จำกัดแค่การไปเลือกตั้งอย่างไรก็ตาม บุคคลส่วนใหญ่ยังคงมีส่วนร่วมทางการเมืองเพียงการไปเลือกตั้งในทุกการครอบรอบวาระการคงอยู่ของนักการเมือง ทั้งนี้ เทคโนโลยีในปัจจุบัน ส่งผลให้การมีส่วนร่วมทางการเมืองสะดวกสบายมากขึ้น เช่น การคัดค้านในประเด็นที่เราไม่เห็นด้วยผ่านการลงชื่อออนไลน์ การสร้างกระแสเพื่อให้พลเมืองเกิดการตื่นตัวในประเด็นต่าง ๆ ผ่านการใช้แฮชแท็กทางโซเชียลมีเดีย ถึงแม้การมีส่วนร่วมทางการเมืองแบบออนไลน์จะสร้างความสะดวกสบายแก่ผู้ที่ต้องการมีส่วนร่วม วิธีการแบบออฟไลน์ก็มีความสำคัญไม่ต่างกัน ดังจะเห็นจากกรณี Revolution 2.0 ในประเทศอียิปต์ที่ผู้นำเผด็จการยุติอำนาจของตนเองเป็นเพราะการมีส่วนร่วมทางการเมืองทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์

โดยสรุปแล้ว การเป็นพลเมือง มีความหมายที่ลึกซึ้งกว่าการได้รับสิทธิในการเป็นพลเมือง การใช้สิทธิของความเป็นพลเมือง คำว่าพลเมืองทำให้เราได้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างการได้สิทธิเป็นพลเมืองและการถูกกีดกันสิทธิไม่ให้เป็นพลเมือง นอกจากการรับรู้ถึงความแตกต่างในประเด็นที่ธรรมดาสามัญที่สุดแล้ว เราควรเรียนรู้ที่จะปฏิบัติตนเป็นพลเมืองที่มีคุณค่าต่อตนเองและสังคม และก่อนที่เราจะตัดสินผู้อื่น เราต้องแยกแยะให้ออกว่าเราตัดสินด้วยพื้นฐานของอคติ หรือ พื้นฐานของความจริง

ช- Human 4.0-ชนินทร เพ็ญสูตร (2.4 MiB, 8892 downloads)