การประชุมเสวนาวิชาการ โดยการสนับสนุนของ แผนงานยุทธศาสตร์เป้าหมาย (Spearhead) ด้านสังคม คนไทย 4.0 วันที่ 15 ธันวาคม 2563

งานเชียงใหม่ยั่งยืน
27/11/2020
[E-book] อัตลักษณ์ วิธีคิด และชีวิต 4.0 ของชาวดิจิทัลไทย: การสังเคราะห์ผลการวิจัยสู่การใช้ประโยชน์เชิงนโยบาย
19/01/2021

การประชุมเสวนาวิชาการ โดยการสนับสนุนของ แผนงานยุทธศาสตร์เป้าหมาย (Spearhead) ด้านสังคม คนไทย 4.0 วันที่ 15 ธันวาคม 2563

การประชุมเสวนาวิชาการ
โดยการสนับสนุนของ แผนงานยุทธศาสตร์เป้าหมาย (Spearhead) ด้านสังคม คนไทย 4.0
วันอังคารที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2563 เวลา 08.45 – 16.30 น.
ณ ห้องประชุมแมจิก 3 ชั้น 2 โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชัน กรุงเทพฯ

  1. บรรยายพิเศษเรื่อง “วัฒนธรรมเพื่อเศรษฐกิจสร้างสรรค์” โดย ดร.เอกก์ ภรธนกุล 
  • เท่าที่ผ่านมา มีการพยายามผลักดัน Sharing economy แต่มีความเห็นว่ามีตัวอย่างมากแล้วและเข้าถึงคนรากหญ้าแล้ว เช่น grab, Airbnb ดังนั้นจึงมุ่งมามอง creative economy แทนเพื่อผสานวัฒนธรรมสู้กับ Covid-19 
  • สถิติ 1 ใน 100 คนในโลกนี้ อยู่ใน Creative economy อยู่แล้ว ดังนั้น Creative economy จึงผุดขึ้นมาแทนที่ ประเทศที่ใช้สิ่งเหล่านี้จะพัฒนาเศรษฐกิจในประเทศ
  • ตัวอย่างที่น่าสนใจนิวยอร์ค มีห้าง DEAN&DELUCA ต่อมาคนไทยได้ซื้อแบรนด์มา หรือตัวอย่างอื่น เช่น JC Penny , Hettz , NookScoot , คุ้มขันโตก , เพลินวาน , Palio เขาใหญ่ , ดาราเทีวี ฯลฯ ทั้งหมดที่กล่าวมาตอนนี้ยกเลิกกิจการ ยื่นเป็นกิจการล้มละลาย ต้องปรับโครงสร้างหนี้ใหม่หมดเลยตั้งแต่มีโควิด-19 คำถามคือเกิดอะไรขึ้นกับธุรกิจวันนี้ ?
  • นักวิชาการคาดการณ์ว่าโควิด-19 ร้ายแรงกว่าวิกฤติต้มยำกุ้ง 4 เท่า เช่น การใช้จ่ายระหว่างประเทศลดลง 2.3% , เศรษฐกิจหดตัว 10.4% , การส่งออกลดลง 15.3% , การใช้จ่ายของรัฐลดลง 83.1% มีเพียงอัตราการว่างงานเพิ่มขึ้น 12.7% 
  • เหตุผลที่ประเทศไทยรอดจากโควิด (ข้อสมมติฐานจากคุณหมอท่านหนึ่ง) 1.ประเทศไทยมีพระสยามเทวาธิราชได้แก่ การมีโชคเกินกว่าจะอธิบายด้วยเหตุผลใดๆ ได้  2.เราฉีดวัคซีนจำนวนมากตั้งแต่เด็ก 3.ไวรัสนี้มีมาหลายรุ่น คนไทยอาจจะมีภูมิคุ้มกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ อย่างไรก็ตาม ตอนนี้กำลังศึกษากันอยู่ว่าปัจจัยอะไรกันแน่ที่ทำให้ไทยรอด
  • ต้นทุนในความปลอดภัยช่วงโควิดในประเทศไทย มีการประมาณไว้ที่ 7.2 ล้านล้านบาท
  • มาตรฐานของโรงแรมเมื่อก่อนคือ High-touch แต่ปัจจุบันยุคโควิดทุกคนพยายามหยิบจับให้น้อยลงที่สุด 
  • Sharing economy ทำให้มีโอกาสติดโควิดมากขึ้น จึงมีแนวโน้มหดตัวลง ทั้งนี้การตอบรับต่อโควิดทำให้เกิด Culture shock หลายอย่าง ด้วยเหตุนี้จึงทำให้มีการมอง Creative economy มาเป็นตัวช่วยพาไทยรอดจากเศรษฐกิจตกในครั้งนี้
  • ตัวอย่าง Creative economy ในปี 2003 เกาหลีใต้ มีชื่อเสียงมากในประเทศไทย เช่นแดจังกิม ซึ่งเกาหลีใต้ได้ส่งอุตสาหกรรม Entertainment ออกไปถึงระดับโลก เกิดกระแสเกาหลี Koren Wave หรือ K-Virual ตัวอย่างวงBTS ก็เคยติดอันดับหนึ่งของ Billboard chat 
  • ตัวอย่าง Alibaba ทำโปรโมชั่นวันที่ 11 เดือน11 ในปี 2019 ขายของได้หนึ่งล้านล้านบาท และในปี 2020 ทำโปรโมชั่นเดียวกัน ขายของได้เกือบห้าแสนล้านหยวน 

กับดัก Creative economy 

1. คนมักเข้าใจว่า Good idea เท่ากับ Creative ในความเป็นจริงต้องดู Supply chain แล้วสร้าง Original business model จะเกิดเมื่อคนเข้าใจกลุ่มเป้าหมาย ตั้งใจทำธุรกิจ ตัวอย่างเช่น ตลาดน้ำใจ ท่องเที่ยวโดยชุมชนเปลี่ยนมาเป็น Find food (บ้านผาหมี) นำอาหารผลไม้ในชุมชนมาช่วยขาย และมีส่วนที่ส่งไปเป็นอาหารให้ช้าง (Creative Economy Model) เกิดจากการทำธุรกิจก่อนแล้วจึงอยากช่วยชุมชน

2. Online ตัวอย่างที่ไม่ใช่ออนไลน์ เช่น แม่มณี ของธนาคารไทยพานิชย์ เกิดขึ้นมาโดยมีต้นเป็นแบบมาจากนางกวัก และแม่มณีเป็นเทพคนไทยจึงชอบ แม่มณียังช่วย Application Robinhood (no charge) เกิดขึ้นมาไว้เก็บข้อมูลแล้วปล่อยเป็นเงินกู้ สินเชื่อให้แม่ค้าเพื่อแข่งกับ Grab (charge 30%) 

3. จาก Eco-system เช่นสินค้าจาก Apple ตอนนี้ได้รับการตอบรับน้อยลง เปลี่ยนมาเป็น Open Source ต้องเปิดใจและอย่างก 

4. Make-up เมื่อก่อนเราถูกสอนให้สร้าง Story ขึ้นมา แต่ในความเป็นจริงเราต้องชู Story ที่มีอยู่ออกมาเล่าให้สนุกสนานมากขึ้นและต้อง Organic ด้วย ตัวอย่างที่ดีเช่น Jim Thompson, Blue Elephant (ร้านอาหาร), Go Sweat (T-Pop), Trinity, SBFive

  • Culture กับ Creative Economy ต้องอยู่ด้วยกันและประสานกันด้วย 4O คือ Original model, Onlife, Open Source, Organic

2. บรรยายพิเศษเรื่อง “ศิลป์ส่องทางจากโลกสามัญธรรมดา” โดย ศ.เกียรติคุณ ดร.เจตนา นาควัชระ

  • เรื่องความคิดที่ออกมาเป็นพฤติกรรม ลึกๆแล้วเราต่างคิดว่าเราเลอะเทอะ ไม่เชื่อหรืองมงาย เช่นเรื่องพระธรรมคำสอนที่ถูกบิดเบือน ทำให้โครงสร้างลึกๆที่ถูกขุดขึ้นมาคือความไม่ประมาท การตั้งอยู่ในความไม่ประมาท เป็นคำที่ตั้งขึ้นมาราวกับกับว่าอยู่ในวาทกรรม ท้ายสุดแล้วจะกลายเป็นพฤติกรรมที่เราไม่รู้ตัว และเรียกออกมาได้แม้อยู่ส่วนลึกเมื่อเจอกับเหตุการณ์วิกฤต จนทำให้เราตั้งตัวได้ อย่างเหตุการณ์ประเทศไทยรอดจากโควิด-19 ส่วนหนึ่งมาจากพฤติกรรมเดิมของชีวิตไทย เช่น การไม่ประมาทที่เราถูกพร่ำสอนกันมา กลายมาเป็นพฤติกรรมเมื่อเราเจอกับวิกฤตินี้
  • มีวิภาษวิธี dialectic แฝงซ้อนอยู่ในวัฒนธรรมไทยซึ่งเป็นพลวัตอย่างหนึ่งของชีวิตไทย
  • สิ่งหนึ่งที่เรายังไม่มีการถกเท่าที่ควร คือ ชุมชน อะไรที่เป็นวิกฤติจะทำให้เราตั้งตัวได้ 
  • คำว่า 4.0 คือมิจฉาทิฐิ และเป็นแค่เครื่องมือที่เยอรมนีนำมาใช้เพื่อผลักดันอุตสาหกรรมให้ก้าวหน้า ซึ่งยังไม่ถึงขั้นกลายมาเป็นวิถีชีวิต วันดีคืนดีก็มีการกล่าวว่าการเอาเครื่องมือนี้มาเพื่อเปนวิถีชีวิตที่ท่านจะต้องทำแล้วทุกคนนั้นจะต้องทำตาม เหล่านี้คือมิจฉาทิฐิทั้งสิ้น เมื่อมีการนำมิจฉาทิฐินี้มาเป็นนโยบายแห่งชาติเป็นอะไรที่น่าอับอายไปในระดับโลก เพราะฉะนั้นการนำมาใช้กับประเทศไทยจึงจะต้องคิดก่อนว่าสมควรหรือไม่
  • กล่าวถึงเรื่องวัฒนธรรม เช่นวัฒนธรรมอัมพวา คือหลายคนมองว่าวิทยากรชอบมองอะไรก็ตามย้อนกลับไป หากพูดถึงการสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ กษัตริย์เริ่มต้นมาจากสามัญชน  และมีการนำวัฒนธรรมจากอยุธยามาผสานหลอมรวมกับวิถีชีวิตของชาวบ้านอัมพวาที่ประกอบสัมมาอาชีพ และบ่มเพาะสาขาศิลปะแขนงต่างๆไปพร้อมกันด้วย  เพราะฉะนั้นการก่อตั้งเมืองหลวงใหม่ถือเป็นการฟื้นตัวทางวัฒนธรรมไปด้วย ความรุ่งโรจน์ของศิลปวัฒนธรรมในยุคต้นของสมัยรัตนโกสินทร์จากงานศิลปะที่คุณค่าที่มีการสร้างขึ้นในรัชกาลที่ 2 (ประสูติที่อัมพวาในฐานะสามัญชน) เป็นเครื่องยืนยันว่าวัฒนธรรมพื้นบ้านจะต้องทำราชสำนักส่องทางให้แก่กัน อาทิ ดนตรีไทย มีรากเหง้าการผลักดันมาโดยหลวงประดิษฐ์ไพเราะซึ่งมาจากอัมพวา ทั้งหมดนี้ชี้บ่งว่าวัฒนธรรมราชสำนักกับวัฒนธรรมท้องถิ่น มีการหลอมรวมกันขึ้นมาเป็นมรดกของวัฒนธรรมรัตนโกสินทร์ จัดเป็นความสัมพันธ์ในแนวนอน
  • ผู้เป็นคนสร้างดนตรีไทย คือ หลวงประดิษฐ์ไพเราะ ดนตรีไทย มีเครื่องดนตรีซึ่งแต่ละชิ้นมีเอกภาพและทางในการเล่นของตัวเองแต่ยึดตามทำนองหลักนั้นไว้ เช่น ฆ้องเป็นทำนองหลักในวง ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ในแนวราบ 
  • สังคมนี้วิธีการแสดงความเป็นผู้นำนั้นไม่ใช่การแสดงความเป็นผู้นำที่เชิดฉาย แต่เป็นการแสดงความผู้นำที่ละเมียด ไม่แสดงตัว
  • การด้น (improvisation) เดิมนั้นมาจากการละเล่นพื้นบ้าน เป็นส่วนหนึ่งของการแสดงและต้องมีการตอบโต้กันและกัน ซึ่งมีการหยิบบางตอนของผู้ที่ตอบโต้ก่อนมาด้นเป็นกลอนเพื่อให้เกิดความเฉียบแหลมของการละเล่น เช่น พระมะเหลแถไถซึ่งสื่อความโดยเสียง ไม่ใช่โดยคำศัพท์ การด้นเป็นการแสดงปฏิภาณไหวพริบ  ซึ่งเป็นการสั่งสมความรู้ประสบการณ์ จนถึงวันหนึ่งสามารถสร้างเป็นหลักคิดทฤษฎีของตัวเองได้
  • เหมือนอย่างที่นักการตลาดยุคใหม่มีความคิดว่าต้องคิดได้ฉับพลัน และการเฝ้าสังเกตปรากฎการณ์จนสามารถคิดเป็นทฤษฎีได้ 
  • ทุกวันนี้เรามีเครื่องมือใหม่ๆ มากมายที่นำมาใช้กับสังคมไทยอย่าง Big Data เพื่อให้เราหาคำตอบได้ เรามั่นใจได้อย่างไรว่าเครื่องมือนั้นจะสามารถใช้ได้โดยปราศจากการทดสอบกับประสบการณ์จริง 
  • คนสมัยนี้เจอประสบการณ์จากหน้าจอมากกว่าประสบการณ์ตรง
  • ปัญหาคือเวลาเจอวิกฤต เราจะแก้ปัญหาโดยทุ่มไปคำตอบเดียวซึ่งในความเป็นจริง คำตอบไม่ได้มีเพียงคำตอบเดียว
  • สิ่งที่จะเป็นตัวผลักดัน คือ การตั้งอยู่ในความไม่ประมาท การครองสติ และหากเปรียบเทียบการด้น การละเล่นของไทยนั้น ถ้าเราด้นเป็น เราจะสามารถด้นชีวิตได้ 

3. บรรยายพิเศษเรื่อง “คนไทย 4.0: ก้าวไกลไปกับมังกร” โดย ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร

  • ปัจจุบันไทยกำลังอยู่ในเกมภูมิรัฐศาสตร์แบบไหน? อันดับแรกต้องเข้าใจคำว่า Geopolitical disruption คือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่จะเกิดขึ้นในรอบร้อยปีจากมุมมองจากคนจีน
  • ยุทธศาสตร์ไทยในเกมภูมิรัฐศาสตร์โลก 3M คือ 

1) จุดคานดุลอำนาจ (middle power) ไทยต้องตระหนักว่าตนไม่ใช่ประเทศมหาอำนาจล่าง แต่ต้องมองว่าเราคือมหาอำนาจระดับกลางโดยต้องหาจุดสมดุลของการคานอำนาจให้ได้ เนื่องจากทั้งอเมริกาและจีนต้องให้ความสนใจเราแน่นอน ฉะนั้น เราควรตระหนักถึงอำนาจต่อรองซึ่งจะสามารถสร้างโอกาสในการเจรจาได้หลากหลายด้านมากขึ้น การถ่วงดุลอำนาจโดยขั้วมหาอำนาจเดี่ยวที่นำโดยอเมริกาได้เปลี่ยนรูปโฉมแล้ว โดยในปัจจุบันจะมีขั้วมหาอำนาจจีน เอเชียและสหภาพยุโรปเข้ามาร่วมการถ่วงดุลอำนาจโลกด้วยเช่นกัน ปัจจุบันดุลอำนาจต่าง ๆ ยังไม่สามารถผงาดขึ้นมาเป็นเบอร์ 1 ของโลกได้อย่างชัดเจน โดยจะเห็นได้ว่าประเทศมหาอำนาจต่าง ๆ กำลังถ่วงดุลอำนาจระหว่างกันเอง 

2) ต้องมองพื้นที่หรือโอกาสที่ผู้คนมักไม่ค่อยสังเกต (mitigation) การมองพื้นที่ของโปรเจค Belt and Road ในภูมิภาคเอเชียกลางและตะวันออกถือเป็นพื้นที่ที่อเมริกาไม่ค่อยให้ความสนใจรวมทั้งไม่มีความคุ้นเคยเกี่ยวกับพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งในจุดนี้จีนมองว่าเป็นโอกาสที่สามารถสร้างความเจริญเติบโตได้สูงจากความเจริญเติบโตที่อยู่ในระดับต่ำ ไทยจำเป็นที่จะต้องกระจายความเสี่ยงโดยไม่พึ่งพาเศรษฐกิจในภาคใดภาคหนึ่งมากจนเกินไป ต้องหาโอกาสจากภูมิภาคอื่นๆที่คนอื่นยังไม่ค่อยให้ความสนใจ

3) มีพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่ไม่สามารถสูญเสียไปได้ (mainland Southeast Asia) จากภาพรวมของเขตพื้นที่ทะเลจีนใต้หรือทะเลจีนตะวันออกนั้น ศ.ดร.โจเซฟ นาย มองว่าฮวงจุ้ยของจีน ณ ขณะนี้ยังไม่ค่อยดีเนื่องจากมีลักษณะภูมิประเทศที่มีทางออกทางทะเลเพียงฝั่งเดียวประกอบกับมีความขัดแย้งกับประเทศอื่น ๆ ในพื้นที่ดังกล่าวอยู่มาก ไทยยังเป็นจุดศูนย์กลางในด้านภูมิรัฐศาสตร์ ดังนั้น ควรมองว่าระบบเศรษฐกิจไทยจะเชื่อมกับเศรษฐกิจอื่นอย่างไร มีการเชื่อมเศรษฐกิจภายในกับภายนอกอย่างไร ตัวอย่างเช่น ในมุมมองของจีนนั้นการเติบโตภายนอกต้องส่งเสริมเศรษฐกิจต่อกันและต้องสร้างอำนาจต่อรองให้กับระบบเศรษฐกิจจีนซึ่งจะสามารถสร้างการต่อรองเศรษฐกิจในระดับโลกได้

  • แนวโน้มของอเมริกาในสมัยประธานาธิบดี โจ ไบเดน
  1. สำหรับอเมริกาภายหลังจากการเลือกตั้ง แนวโน้มของประธานาธิบดีอเมริกา นายโจ ไบเดน ในช่วงแรกน่าจะเน้นการฟื้นฟูประเทศอเมริกาก่อน โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง โควิด-19 โลกร้อน ผิวสี แต่ในระยะยาวจะมามุ่งเน้นประเด็นเรื่องภูมิรัฐศาสตร์อย่างแน่นอน โดยจะขึ้นอยู่กับปัจจัยของการเลือกตั้งวุฒิสภาอเมริกา อย่างไรก็ตาม สิ่งเหล่านี้ก็ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยทางการเมือง เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อมด้วย
  2. โอกาสที่โจ ไบเดนมีแนวโน้มในการพยายามสร้างพันธมิตรกับจีนมากกว่าปิดล้อมจีนเหมือนยุคทรัมป์
  3. ประเด็นเรื่อง trade war ในยุคของไบเดนจะเปลี่ยนไป โดยไบเดนจะไม่ยกเลิกและไม่ขึ้นภาษีการค้ากับจีนอย่างแน่นอน ดังนั้น จากความขัดแย้งในประเด็นเรื่อง trade war จะถูกเปลี่ยนเป็น tech war 
  4. ปัจจุบันอเมริกายังไม่มีอำนาจต่อรองกับจีนมากนัก หากต้องการกดดันจีนอเมริกาจะต้องมีพันธมิตรและความแข็งแกร่งจากภายใน ดังนั้น ปัจจุบันไบเดนกำลังจะลงทุนในด้าน การวิจัยและการพัฒนา (R&D) ในประเทศอย่างมหาศาล นอกจากนั้นยังมีความพยายามในการพัฒนาอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดด้วย ซึ่งจีนและอเมริกากำลังแข่งขันกันเป็นผู้นำในด้านนี้ โดยในแผนพัฒนาเศรษฐกิจของจีนในอีก 5 ปีข้างหน้ามีเป้าหมายแข็ง (ต้องทำให้ได้) ที่จะพัฒนาในด้านนี้ (สมัยก่อนเป็นเป้าหมายอ่อนที่ยังไม่ค่อยมีความจริงจังมากนัก) โดยอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดจะเป็นตัวชี้วัดของการเป็นผู้นำโลก ซึ่งแน่นอนว่าบริบทในอนาคตจะเปลี่ยนผ่านจากการใช้น้ำมันไปการใช้สู่พลังงานสะอาด เช่น solar cell แบตเตอรี่พลังงานสะอาด ฯลฯ
  5. ไบเดนจะเล่นประเด็นเรื่องคุณค่าทางการเมืองมากกว่าในยุคทรัมป์ เช่น สิทธิมนุษยชน โดยจะสามารถใช้ประเด็นดังกล่าวผสมโรงไปกับประเทศพันธมิตรในการกดดันจีน 
  • สำหรับแนวโน้มสถานการณ์ของไทยและทั่วโลก 
  1. ไทยจะไม่ได้อยู่ในตำแหน่งโลกใบเดิมที่เคยรู้จักแล้ว ซึ่ง global supply chain จะมีรูปแบบที่เปลี่ยนไปจากเดิม จะเห็นว่าในยุคทรัมป์ได้มีความพยายามในการแยกห่วงโซ่จีนกับอเมริกาออกจากกัน แต่ไบเดนพยายามที่จะเปลี่ยนจากห่วงโซ่แบบ globalization ไปสู่ห่วงโซ่แบบทวิภพ ซึ่งจะหวนกลับไปสู่การใช้ห่วงโซ่เดิมแต่เพิ่มเติมคือเตะจีนออกจากห่วงโซ่โลก อย่างไรก็ตามแม้จะเตะจีนออกจากห่วงโซ่ได้แต่ไม่สามารถเตะเอเชียออกจากห่วงโซ่ได้
  2. โจทย์โลกห่วงโซ่แบบทวิภพนั้นมองว่าจะเชื่อมห่วงโซ่ได้อย่างไร โดยมองต่างจากอดีตที่ว่าจะเอาเศรษฐกิจไปสู่ห่วงโซ่ได้หรือไม่ ทั้งนี้ เราต้องมองว่าเศรษฐกิจใดเหมาะสมกับห่วงโซ่อเมริกาหรือจีนหรือทั้งสองห่วงโซ่ ซึ่งในอนาคตการเติบโตของเศรษฐกิจโลกจะตกต่ำลงเนื่องจากแต่ละห่วงโซ่จะขัดขากันเอง
  3. การมองประเทศจีนว่าจะปิดตัวเองนั้นเป็นไปไม่ได้ ยังต้องเชื่อมกับโลกแต่ก็อาจมีรูปแบบเปลี่ยนไป
  4. ไทยจะต้องรักษาสมดุลไว้ให้ดี โดยต้องมองถึงการรักษาสมดุลในเชิงรุกซึ่งต้องเปลี่ยน paradigm โดยการรักษาสมดุลเชิงรุก ต้องเข้าใจว่าเราต้องการอะไร ความเสี่ยงในด้านต่าง ๆ คืออะไร หากไม่เข้าใจทั้งสองด้านก็จะไม่สามารถเข้าใจหรือต่อรองผลประโยชน์อะไรได้เลย นอกจากนั้นต้องมองว่าจะเลือกเอาโอกาสต่าง ๆ ได้อย่างไร แทนที่จะปฏิเสธไม่เอาแม้แต่อย่างเดียว โดยโอกาสที่รับมาจะต้องผ่านการกรองจากกลไกทางกฎหมายและการเจรจา ตัวอย่างเช่น แทนที่จะเลือกเอาหรือไม่เอา Huawei แต่ควรมองว่าเมื่อเอามาแล้วจะควบคุมหรือ regulate มันได้อย่างไร เป็นต้น
  5. โดยสรุปแล้ว เราควรเปลี่ยนมุมมองทางด้านภูมิรัฐศาสตร์แบบเดิมไปสู่รูปแบบใหม่จึงจะสามารถอยู่รอดได้ในบริบทของสังคมโลกในปัจจุบัน

4. บรรยายพิเศษ เรื่อง “คนไทยในโซเชียลมีเดียจีน” โดย ดร.ดนัยธัญ พงษ์พัชราธรเทพ

  • Social media จีนถือเป็นแหล่งข้อมูลใหม่สำหรับนักวิจัยที่ต้องการทำความเข้าใจตัวคนจีนมากขึ้นโดยอาจไม่จำเป็นต้องลงพื้นที่จริงก็ได้
  • คนจีนกับสมาร์ทโฟนเป็นของคู่กัน คนจีนจะใช้อุปกรณ์ดังกล่าวในการแลกเปลี่ยนข้อมูลผ่านสังคมออนไลน์ สังคมนักท่องเที่ยว สังคมนักช้อป คลิปสั้น รักการกิน อ่านข่าว รักการฟัง เช่น จากในแพลตฟอร์ม wechat weibo ฯลฯ ฉะนั้น แม้เราจะไม่ได้เดินทางไปจีนแต่ก็สามารถทำความเข้าใจคนจีนได้จากช่องทางเหล่านี้ได้
  • ปัจจุบันคนจีนจำนวน 939 ล้านคนสามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ตได้ โดยคนจีนใช้อินเตอร์เน็ตยาวนานถึง 28 ชั่วโมง/สัปดาห์ หรือ 4 ชั่วโมง/วัน ผ่านสมาร์ทโฟนและยิ่งในสถานการณ์โควิด-19 ยิ่งกระตุ้นให้คนจีนใช้อินเตอร์เน็ตมากยิ่งขึ้นโดยเฉพาะในด้านธุรกรรมออนไลน์ ซื้อของออนไลน์ ท่องเที่ยวออนไลน์ ห้องเรียนออนไลน์ คลิปวิดีโอสั้นต่างๆ (โดยเฉพาะแอพ tiktok bilibili) ที่เติบโตมากกว่าในช่วงก่อนสถานการณ์โควิด-19
  • สำหรับคนไทยใน social media จีนในยุคแรก (2002 – 2008) ถือเป็นยุคที่โซเชียลมีเดียยังไม่เฟื่องฟู คนจีนจะรู้จักคนไทยผ่าน CCTV Beidu หรือรู้จักคนไทยจากแหล่งออฟไลน์มากกว่าออนไลน์ โดยช่วงนั้นคนจีนจะรู้จักไทยในภาพลักษณ์ของสาวประเภทสองมากที่สุด (โดยเข้าใจว่าสาวสองคือคนประหลาด) รวมทั้งยังมองว่าคนไทยล้าหลังขี่ช้างไปโรงเรียน เป็นประเทศที่มีสงคราม เรื่องผีไทย เรื่องมวยไทย เรื่องศาสตร์เร้นลับ เรื่องเกษตรธรรมชาติ 
  • ในยุคที่ 2 (2008-2012) ถือเป็นจุดเปลี่ยนภาพลักษณ์ของคนไทยในสายตาจีน โดยในช่วงนั้น search engine มีการยกระดับข้อมูลเกี่ยวกับเมืองไทยและคนไทยมากขึ้น มีกระดานสนทนาเกี่ยวกับคนไทยของคนจีนรุ่นใหม่ มี content ละครและภาพยนตร์ไทยเข้าสู่จีนมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องเลือดขัตติยา (2008) สงครามนางฟ้า (2009) รักแห่งสยาม Yes or No สิ่งเล็กๆที่เรียกว่ารัก โดยคนจีนมักจะทึ่งในความหล่อสวยของดราราไทยอย่างมาก ดังนั้น เมื่อละครหรือภาพยนตร์ไทยที่เข้าไปสู่จีนแล้วทำให้ภาพลักษณ์ของคนไทยและภาพลักษณ์ของประเทศไทยเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เช่น สาวสอง (มองว่าไทยเป็นสังคมเปิด) การเมือง วัฒนธรรม สังคมไทย ฯลฯ 
  • ในยุคที่ 3 (2012-2020) ภาพยนต์เรื่อง lost in Thailand ทำให้เกิดนักท่องเที่ยวกลุ่ม solomo เข้ามาในเมืองไทยมากขึ้น รวมทั้งยังได้เปลี่ยนรูปแบบของนักท่องเที่ยวไปสู่รูปแบบนักลงทุนในไทยมากยิ่งขึ้น โดยภาพลักษณ์สำคัญที่คนจีนเข้าใจไทยมากขึ้น เช่น LGBT Thai-ness เมืองท่องเที่ยวที่มีสีสันหลากหลาย เมืองที่มีโอกาสในการลงทุน เมืองที่น่าอยู่ อากาศและสิ่งแวดล้อมดี (เหมือนสวนหลังบ้าน) 
  • ฉะนั้น หากสรุปภาพลักษณ์ของไทยในสายตาจีนทั้งสามยุคจะพบว่านักท่องเที่ยวจีนคือตัวกลางที่เล่าเรื่องภาพลักษณ์ของคนไทยให้คนจีนในประเทศฟัง แม้ช่องทางการรับรู้ข้อมูลจะเปลี่ยนไปในแต่ละยุคก็ตาม 
  • ในยุคปัจจุบัน Post-Covid19 ใน social media จีนมักจะมีภาพการอธิบายภาพโอกาสในวิกฤติผ่าน ฮีโร่ในการต่อสู่กับโควิดเช่น หมอ ภาพของบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความเสียสละและพิสูจน์ตัวเองต่อพ่อแม่ที่มองว่าวัยรุ่นจีนยุคปัจจุบันเหยียบข้อไก่ไม่ฝ่อ ฉะนั้น จะเห็นว่าแนวหน้าของบุคลากรทางการแพทย์จะไปอยู่ในแนวหน้าของอู่ฮั่นเป็นจำนวนมากและถือเป็นสถานการณ์ที่จะเชื่อมคนสอง Generation ให้มีความเข้าใจและความนับถือซึ่งกันและกันมากขึ้น 
  • ภาพลักษณ์ของไทยใน social media จีนคือความเป็นพี่น้องของไทยจีน ซึ่งไทยเคยส่งกำลังใจไปช่วยจีนในช่วงที่จีนมีการระบาดของโรคโควิด-19 นอกจากนั้นประเด็นเรื่องการจัดการโควิดในประเทศไทยทั้งหมดทั้งมวลได้เปลี่ยนมุมมองภาพลักษณ์ของคนไทยไปสู่เรื่องของความเป็นมิตรแท้และการที่ไทยมีวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ดี (เทียบเท่ากับประเทศที่พัฒนาแล้ว) ในการจัดการกับโรคโควิด-19 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งถือเป็นภาพลักษณ์ที่คนจีนยังไม่เคยมองไทยมาก่อน ฉะนั้น ภาพลักษณ์เหล่านี้จะส่งผลดีกับการท่องเที่ยวในอนาคต เพราะไทยมีระบบเทคโนโลยีที่ดี จีนอาจเข้ามาท่องเที่ยวไทยในเชิง medical และการศึกษามากขึ้น
  • ภาพลักษณ์นิสัยของคนไทยใน social media จีนปัจจุบันคือ ความอ่อนโยน จิตใจดี มีมารยาท สนุกสนาน มีความเป็นมิตร เป็นคนที่เปิดกว้าง เป็นคนชักช้า มีศักยภาพทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ซึ่งมุมมองเหล่านี้อาจสามารถนำไปกำหนดยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจของไทยจีนในอนาคตต่อไป เช่น การกระจายความเสี่ยงโดยเพิ่มนักท่องเที่ยวให้มีความหลากหลายกลุ่มมากยิ่งขึ้น เป็นต้น

5. นำเสนอผลการศึกษาเรื่อง “ภาพอนาคตเมืองไทย 4.0” โดย รศ.ดร.อภิวัฒน์ รัตนวราหะ

  • มนุษย์มีการเปลี่ยนแปลงและวิวัฒนาการตลอดมาตั้งแต่อดีตและปัจจุบัน
  • วิวัฒนาการมนุษย์มองได้หลายมิติ ซึ่งโครงการวิจัยนี้มองว่ามนุษย์จะเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ความเป็นคนเมือง Homo Sapiens Urbanis ทั้งหมดในอนาคต เด็กที่เติบโตในสังคมเมืองจะเริ่มไม่รู้จักธรรมชาติจริงๆ ได้รู้จักสิ่งมีชีวิตหรือได้สัมผัสกับดินน้อยลง
  • ในอดีตยุคอุตสาหกรรมถูกนำมาอธิบายถึงความเป็นเมือง (เมือง 2.0) ซึ่งความเป็นเมืองได้มีการเปลี่ยนแปลงตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา และในปัจจุบันมีการพูดถึงความเป็นเมือง 4.0
  • ความเป็นเมือง 4.0 ในโครงการวิจัยนี้ Urbanis Digitalis อาจไม่ใช่ปัจจัยทั้งหมดของความเป็นเมือง 4.0 แต่ถือว่าดิจิทัลเป็นวิธีการสื่อสารที่จะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงสู่ความเป็นเมือง 4.0 ในการศึกษาเรื่องคนเมืองจะให้ความสำคัญกับ time & space ขณะที่การศึกษาที่ผ่านมาให้ความสำคัญกับกายภาพจับต้องได้ ขณะที่ปัจจุบันความไร้รูปมีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น มนุษย์เมืองในยุค 3.0 ควรเรียกว่าเป็นมนุษย์เมืองดิจิทัล ตามทฤษฎีวิวัฒนาการที่บอกว่า มนุษย์จะปรับเปลี่ยน (พฤติกรรม) ไปตามสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป
  • The next great migration: วิวัฒนาการมนุษย์เต็มไปด้วยการย้ายถิ่นฐาน การย้ายถิ่นเข้ามาอยู่ในเมืองย่อมทำให้อารยธรรมมนุษย์เปลี่ยนแปลงไป นอกจากนั้นยังมีการย้ายถิ่นหรือย้ายชีวิตบางส่วนเข้าไปอยู่ในโลกเสมือนจริง เป็น digital life ที่เป็น second life (คนไทยปัจจุบันใช้เน็ต 10+ ชั่วโมงต่อวัน ถือว่าเราใช้ชีวิตค่อนข้างมากในโลกเสมือนจริง)
  • มนุษย์เมือง 4.0 จะไม่ใช่การเชื่อมต่อกับดิจิทัลอย่างเดียว แต่จะเป็นเรื่องของกายภาพและชีวภาพด้วย อาทิเช่น การใช้เครื่องช่วยหายใจตอนนอน จะมีการเชื่อมโยงข้อมูลกายภาพของเรากับระบบดิจิทัลอยู่ตลอดเวลา เป็น internet of thing คือจะเริ่มมีการเชื่อมต่อระหว่างมนุษย์กับดิจิทัล และ ดิจิทัลกับดิจิทัล แล้วมีผลกับการใช้ชีวิตของมนุษย์
  • Urbanity 4.0: Uncertainty การใช้ชีวิตของมนุษย์เมืองแม้ไม่อยู่ในเมือง (อยู่ชนบท) แต่ก็ใช้ชีวิตตามวิถีคนเมือง เป็นการนำพาความเป็นเมืองในสิ่งแวดล้อมที่ไม่ใช่เมือง ถ้าใช้นิยามนี้จะถือได้ว่าทั้งโลกเป็นเมืองไปแล้ว เป็น Planetary Urbanization ไปแล้ว นอกจากนั้น โลกเรามีความเปลี่ยนแปลงเชื่อมโยงกันแบบ Complex Adaptive System 
  • แนวคิดของการวิจัยนี้จึงเชื่อว่าทั้งโลกจะต้องกลายเป็นเมืองที่มีความซับซ้อนในการเป็นเมือง 4.0 และในอนาคตอีกประมาณ 10 ปีข้างหน้า คนไทยจะกลายเป็นมนุษย์เมืองทั้งหมด
  • จึงเกิดเป็นคำถามว่า อนาคตชีวิตเมืองในประเทศไทยจะเป็นอย่างไร? (นอกจากการมองในด้านแนวโน้มแล้ว ยังมองในด้าน Paradox) ใช้กระบวนการคาดการณ์เชิงยุทธศาสตร์ ตามหลักวิธีวิทยาอนาคตศึกษา ซึ่งจะดูอนาคตฐาน (baseline) และ อนาคตทางเลือก (scenario)

ปริทรรศน์ระดับโลกและประเทศไทย (trend-countertrend paradox) ได้แก่

  • คนไทยในอนาคตจะเป็นมนุษย์เมืองทั้งหมด ในปัจจุบัน ถ้านิยามว่ามนุษย์ดิจิทัลเป็นมนุษย์เมืองจะถือว่ามีประมาณ 70% ของประชากร
  • สองนคราประชากรไทย – ปรากฏการณ์ที่ใหญ่มากคือจะมีมนุษย์เมือง 2 แบบ คือ มนุษย์เมืองหลวง (เมืองหลัก) ชีวิตคนจะเป็นแบบหนึ่ง และ มนุษย์เมืองหด คือ เมืองที่หดตัวทางด้านเมืองและเศรษฐกิจ (เป็นแนวโน้มของโลกในอนาคต)

อนาคตฐานของชีวิตเมืองหลวงเมืองหลัก ได้แก่ 

  • แพลตฟอร์ม 24×7: จะมีการใช้แพลตฟอร์มบางอย่างอยู่ตลอดเวลา เช่น FB, Smart Watch, etc.
  • โลกนิยม 
  • เสรีนิยม: ความเป็น cosmopolitan
  • ชนเผ่าเมือง: Urban tribe เลือกมีปฏิสัมพันธ์เฉพาะกับคนที่ตัวเองอยากมีปฏิสัมพันธ์ด้วย
  • ยถากรรมตามธรรมชาติ: climate change, โรคอุบัติใหม่

ฉากทัศน์ ชีวิตมนุษย์เมือง 4.0

  • 2 แกนหลัก: communitarian-cosmopolitan กับ seamless connectivity-physical fixity
  • One trident to rule them all ตรีศูร ที่จะมีผลกับชีวิตคนเมือง 4.0 ได้แก่ Climate calamity, Artificiality, Inequity

นัยของอนาคตฐานและฉากทัศน์

  • ความเหลื่อมล้ำทุกมิติ: ความเหลื่อมล้ำเป็นอุปสรรคต่อความสามารถในการรับมือกับอนาคต
  • ตั้งแต่ก่อนครรภ์
  • เหลื่อมล้ำระหว่างคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่
  • เศรษฐกิจแพลตฟอร์มยิ่งกินรวบ (เกิดขึ้นในทุก space & time)
  • ระบบอัตโนมัติและปัญญาประดิษฐ์เอื้อเฉพาะคนมีทุนและปรับตัวทัน
  • การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศทำให้คนจนยิ่งเปราะบางขึ้น
  • ทรัพย์สินส่วนรวม (commons) พื้นที่ใช้ประโยชน์ร่วมกัน อาจรวมถึงการสร้างรายได้ ความมั่นคง และความเข้มแข็งชุมชนโดยใช้ commons ซึ่งไม่ได้หมายถึงกายภาพอย่างเดียว แต่รวมถึงดิจิทัล องค์ความรู้ ฯลฯ
  • ความอ่อนไหวเปราะบางของเมือง: ความสามารถในการรับมือและฟื้นตัว – ความสามารถในการปรับตัวของปัจเจกไม่เท่ากับความสามารถในการปรับตัวของสังคม 
  • ทุนทางสังคมของมนุษย์เมือง

สรุป

  • ระบบโลกที่ซับซ้อน ผันผวน และเสี่ยงมากขึ้น 🡪(+)🡪 ชีวิตเมือง 4.0 บนหมู่เกาะสังคม
    (ทั้งบนพื้นที่กายภาพและดิจิทัล) 🡪(-)🡪 ความสามารถการรับมือและฟื้นฟู (ทั้งระดับปัจเจกและสังคม)
  • ดังนั้นเราจะใช้วิธีการแบบเก่าในการรับมือไม่ได้ เนื่องจากมีคุณสมบัติเกิดใหม่ (emergent property)
  • ในภาพรวม เมื่อทั้งโลกกลายเป็นเมืองที่ทุกอย่างเป็นแบบอัตโนมัติแล้ว แรงงานมนุษย์อาจจะกลายเป็นสิ่งที่มีราคาแพงมาก
  • Policy recommendation ยุทธศาสตร์เพื่อการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ: 
  • คติรวมหมู่ (collectivism) จะทำอย่างไรให้คนมารวมกันทำสิ่งใหม่ๆรวมกันได้: การเสริมสร้างพื้นที่และสัญญาประชาคมที่เน้นคติรวมหมู่รูปแบบใหม่ อาทิ 
  • การใช้ชีวิตร่วม collective living 
  • ปัญญาร่วม collective wisdom 
  • การกระทำร่วม 
  • แพลตฟอร์มร่วม 
  • พื้นที่ส่วนรวมแบบใหม่
  • การเสริมสร้างคุณค่าด้านความยั่งยืนและความเป็นธรรม
  • ความรู้เชิงระบบ
  • การเข้าอกเข้าใจผู้อื่น
  • ความเป็นพลเมืองโลก
  • การขยายขอบเขตจริยธรรม

6. เสวนาต่อผลการศึกษาเรื่อง “มองอนาคตจากโลกของคนเมือง 4.0” 

1. ศ.ดร.สุวรรณา สถาอานันท์

  • ข้อสังเกตสำหรับอนาคตศึกษาทำให้รู้ว่าอนาคตน่าตื่นเต้นและน่าเป็นห่วงไปพร้อมกัน ทั้งเชิงเนื้อหาและนัยยะจริยธรรม (Ethic)
  • เชิงเนื้อหา (ตามบทความดังไฟล์แนบ)
  • หน้า 8 ที่กล่าวถึงระดับความไม่แน่นอนของอนาคต 4 ระดับคือ อนาคตที่ชัดเจนจึงมีความไม่แน่นอนต่ำ อนาคตที่คลุมเครือจึงมีความไม่แน่นอนสูงสุด ซึ่งน่าจะต้องสลับจากคำว่า “จึง” เป็นคำว่า “เพราะ” เนื่องจากความไม่แน่นอนสูงสุด/ไม่แน่นอนต่ำเป็นสาเหตุ และอนาคตที่ชัดเจน/คลุมเครือเป็นผลที่ตามมาจากเหตุดังกล่าว 
  • ประเด็นที่ 1 : (หน้า 9) จะวิเคราะห์โดย alternative futures หมายความว่าเลือกวิเคราะห์จากอนาคตที่มีความไม่แน่นอนปานกลางไปแล้ว แต่ไม่ได้ระบุอธิบายว่าทำไมจึงเลือกตัวเลือกที่ 2

การพูดถึง possibilities อนาคตฐาน 14 แบบ ตัวเนื้อหาที่ตามมาไม่ได้ช่วยอธิบายหรือขยายความอนาคตฐาน 14 แบบเท่าไหร่ 

ความเชื่อมโยงทางตรรกะไม่เข้มแข็ง ความเป็น paradox ของแต่ละอันใน 14 อย่าง ควรจะมีการอภิปรายมากขึ้น

  • ประเด็นที่ 2: ฉากทัศน์ (นก 4 ตัว) scenario เหล่านี้เป็นผลจากการวิเคราะห์หลักฐานเอกสารต่างๆของสังคมไทยหรือไม่? หรือเป็นภาพตัวแบบที่ใช้บ่งลักษณะเพื่อทำความเข้าใจปรากฏการณ์? หรือเป็นภาพตัวแบบที่ใช้บ่งลักษณะเพื่อทำความเข้าใจปรากฏการณ์? และยังไม่เห็นพลวัตของแต่ละกลุ่มและระหว่างกลุ่มที่ต่อเนื่องกัน งานก้าวต่อไปควรแบ่งว่าคนกลุ่มไหนควรอยู่กลุ่มไหนซึ่งจะทำให้งานน่าตื่นเต้นมากขึ้น
  • นัยยะจริยธรรม 3 ประเด็น (Ethic)
  • (หน้า13) คนสูงวัยกับความเหลื่อมล้ำและความเปลี่ยนแปลง (“…เพราะคนรุ่นก่อนถือครองทุนอำนาจเศรษฐกิจ สังคมยังไม่มาก ยิ่งอายุมากโอกาสการเปลี่ยนแปลงทางสังคมก็จะยิ่งยากมากขึ้น…”)  ต้องการสื่อความหมายมากกว่านั้นหรือไม่ เช่น รัฐที่เป็นเจ้าของพื้นที่มากมาย เช่น กองทัพถือครองที่ดินและประโยชน์มหาศาลในพื้นที่เหล่านั้น ถ้าเราเข้าใจนิยามของคนรุ่นก่อนที่ไม่ใช่เพียงถือครองทรัพย์สินทางเศรษฐกิจ แต่ถือครองด้านอื่น แนวอธิบายของอ.อภิวัฒน์จะยังคงเหมือนเดิมหรือไม่ 
  • (หน้า 26) พูดถึงบทบาทของวัด อยากให้ elaborate มากขึ้นในส่วนนี้
  • (หน้า 31) ข้อเสนอยุทธศาสตร์ 4 เกณฑ์ มีข้อสุดท้ายที่พูดถึง John Rawl etc. อาจจะต้องย่อยไอเดีย ทฤษฎีต่างๆของมนุษย์เหล่านี้ให้ชัดเจนขึ้น
  • การใช้คำว่า “ซับน้ำตา” ในโครงการนี้ หมายถึงว่ามีการเขียนข้อเสนอเชิงนโยบายเชิงยุทธศาสตร์เพื่อไปแก้ไขปัญหาที่เห็นจากการทำโครงการนี้ ไปบรรเทาความทุกข์หรือไม่ เช่น การสร้างพื้นที่สำหรับประชาสังคม สร้างคติรวมหมู่ (Collectivism) เข้าใจว่าในสังคมเก่ามีวิธีในการรวมหมู่ที่เป็นพรรคพวก หมู่บ้าน ชาติตระกูล แต่อยากทราบว่าการเปลี่ยนแปลงมาเป็นการรวมหมู่แบบมนุษย์เมืองตามโครงการนี้ได้อย่างไร ซึ่งหากแปลความตรงนี้เรื่อง identify การรวมหมู่แบบเก่ามายังการรวมหมู่แบบใหม่ จะทำให้นโยบานยเชิงยุทธศาสตร์ที่จัดทำขึ้นมีพลังมากขึ้น 
  • การบรรยายถึงยุทธศาสตร์ในตอนท้ายที่เตือนเรื่องการอย่าปล่อยภาระให้ตกอยู่กับภาครัฐอย่างเดียวแต่ต้องสร้างกลไกขับเคลื่อนภาคประชาสังคมให้มีส่วนร่วมในการผลักดันสร้างคตินิยมใหม่ บริบทใหม่ของมนุษย์เมือง และสิ่งเหล่านี้จะมีส่วนในกระบวนการสร้างและดำเนินนโยบายที่โครงการกล่าวถึง 

เสริมประเด็นอยู่ 2 เรื่องคือ

  • เรื่องที่ 1การถกเถียงเชิงแนวคิดนามธรรมเห็นรูปธรรมของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตของคน การทำงานวิชาการเช่น งาน อ.อภิวัฒน์ ทำให้สามารถเชื่อมโยงนามธรรมกับหลักฐานเชิงประจักษ์ได้ มีความสำคัญในแง่งานวิจัย 
  • เรื่องที่ 2 คือการนำตัวอย่างกรณีศึกษาเล็กๆ เช่น สวนผักคนเมือง ก็จะสามารถมาเสริมในการอธิบายเขียนงานเชื่อมกับโครงใหญ่ให้มีพลังมากขึ้น

2. ดร.วิรไท สันติประภพ

  • ประเด็นที่ 1 สังคมเมืองในยุคดิจิทัลจะพัฒนาไปอย่างไร  
  • ในเชิงเศรษฐศาสตร์ เมืองเป็นปรากฏการณ์สำคัญที่ทำให้คนมารวมกัน เนื่องจากทำให้ productivity ที่เพิ่มมากขึ้น เป็นplatform หรือเวทีที่ทำให้เกิดการปฏิสัมพันธ์ระหว่างคน ไม่ว่าเรื่องของความปลอดภัย ภัยจากสงคราม การผลิต การค้า ฯลฯ จึงทำให้เกิดการไหลเข้าสู่เมือง อย่างในโลกแบบเดิมที่ อ.อภิวัฒน์ ได้กล่าวถึงคือการย้ายเมืองชนบทเข้าสู่เมืองใหญ่ ซึ่งเราไม่ควรมองเมืองเป็นเพียง physical location แต่ควรจะมองวิถีชีวิตเสมือนกับการใช้ชีวิตแบบคนเมืองหรืออยู่ในเมืองด้วย 
  • เราจะหาสมดุลอย่างไรระหว่างโลกจริงกับโลกเสมือนที่มาพร้อมกับความเป็นคนเมืองดิจิทัล ซึ่งมีผลทั้งบวกและลบกับ productivity ที่เป็นพื้นฐานของสังคมเมือง จึงเป็นสิ่งสำคัญมากที่ทำให้เราคิดต่อว่าจะทำอย่างไรให้มีการผสมผสานระหว่างพฤติกรรมของคนเมืองในโลกกายภาพกับพฤติกรรมกับคนเมืองในโลกเสมือนเพื่อจะส่งเสริมให้เกิด productivity และเกิดประโยชน์สูงสุด
  • สิ่งที่ไม่ค่อยเห็นด้วยกับที่กล่าวในโครงการว่าในอีก 20 ปีข้างหน้าคนไทยจะกลายเป็นมนุษย์เมืองทั้งสิ้น ถ้าตั้งธงแบบนี้ วิทยากรคิดว่าจะทำให้เรา miss มิติกับคนชนบทที่ยังอยู่ในชนบท เพราะว่าในอีก 20 ปีข้างหน้าจะยังมีชนบทอยู่เพียงแต่คนชนบทก็อาจจะมีวิถีชีวิตใกล้กับคนเมืองในปัจจุบันมากขึ้น ในมุมมองของวิทยากร ตัววัดความเป็นเมืองในอนาคตก็เป็นโจทย์สำคัญ ถ้าเราตั้งindicatorวัดความเป็นเมืองในแบบที่เป็นอยู่  (โครงการใช้ตัววัด 2 ตัวคือ access to ATM กับ access to ร้านสะดวกซื้อ) ซึ่งการใช้ ATM ในปัจจุบันพบแล้วว่ามีจำนวนการใช้น้อยลงและใช้ e-payment มากขึ้น รวมถึงธุรกิจร้านสะดวกซื้ออาจจะน้อยลงเพราะมี e-commerce เข้ามามากขึ้นเพราะฉะนั้นโจทย์สำคัญเรื่องการตั้งตัววัดนี้จึงอาจจะใช้ไม่ได้กับการวัดความเป็นคนเมืองในอนาคตได้ 
  • ตัวชี้วัดความเป็นเมืองในอนาคต มีความสำคัญมากและจะต้อง inclusive 
  • ประเด็นที่ 2 นโยบายสาธารณะควรมีบทบาทอย่างไรบ้างที่จะทำให้ไปสู่สังคมเมืองดิจิทัลที่พึงประสงค์ โดยเฉพาะสำหรับคนไทย
  • การจะออกแบบการพัฒนาโลกกายภาพและโลกดิจิทัลอย่างไรให้ส่งเสริมกันและกันทั้งในระดับปัจเจก/บุคคลและระดับเมือง/สังคม ระดับของการที่จะเอา collective action มาร่วมกัน ให้ความเป็นเมืองตอบโจทย์คือนำคนมาอยู่ร่วมกันแล้วเกิด positive externality เกิด economies of scale เกิดประโยชน์ที่ทำให้เกิด “1+1 มากกว่า 2” 

ในมิติด้านการออกแบนโยบายสาธารณะ วิทยากรให้ความสนใจใน 3 เรื่อง ได้แก่

  1.  Productivity – ผลิตภาพ (efficiency) คือการที่คนมาอยู่รวมกันแล้วเกิด positive externality สามารถคิด ทำงาน และ collaborate ร่วมกันได้ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการทำให้เพิ่มขึ้น (enhance) ของส่วน physical city urbanization เพื่อเกิด positive externality ได้ ในขณะเดียวกันจะทำอย่างไรให้ digital platform ช่วยลดต้นทุนในส่วนที่เป็น negative externality เพราะความเป็นเมืองต้องมีความแออัดอยู่แล้ว
  2. Inclusivity –ความเท่าเทียมกันและการเข้าถึง ทำอย่างไรให้คนทุกคนได้ประโยชน์จากการเป็นคนเมือง ทำอย่างไรจึงจะลดความเหลื่อมล้ำ รวมทั้งความเหลื่อมล้ำทางโอกาสด้วย ทำอย่างไรจึงจะออกแบบเมืองให้ความเหลื่อมล้ำทั้งด้านรายได้และโอกาสลดลง เพิ่มรัฐสวัสดิการให้มากขึ้น ความสามารถในการเข้าถึงพวก platform ต่างๆ และเทคโนโลยีใหม่ๆ ความสามารถในการเข้าถึงและใช้ข้อมูล ความสามารถในการเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ โจทย์สำคัญคือกลุ่มคนต่างๆใน segment เมือง, เมืองใหญ่กับเมืองรอง และความเป็นเมืองกับชนบท นอกจากนั้นยังมีความเหลื่อมล้ำทางความคิดระหว่างแต่ละรุ่น
  3. Immunity – ภูมิคุ้มกัน ซึ่งควรเป็นหนึ่งในหัวใจของเรื่องนโยบายสาธารณะเช่นกัน แม้ว่าภัยต่างๆหรือระดับความรุนแรงที่เจอไม่ได้มากแต่อาจจะมากขึ้นภายในอนาคต อย่างเรื่อง Digital platform พวกไซเบอร์ กระบวนการตัดสินใจของคนในโลกดิจิทัลจะสั้นกว่าการตัดสินใจในโลกกายภาพมาก และ Asymmetric information ก็มีผลต่อการตัดสินใจของคนมากดเช่นกัน ความไม่เข้าใจของคน ความเปราะบางต่างๆ ถ้าหากมาอยู่ในโลกเสมือนจะมีความเป็น self-bias มากขึ้นเช่น  หากเคยซื้อของอะไรก็จะถูกชักจูงให้ซื้อของแบบเดิมๆ จึงต้องสร้างภูมิคุ้มกัน โดยเฉพาะในภูมิคุ้มกันระดับปัจเจกเป็นสิ่งที่ควรเพิ่มเติมในบทความ
  • สำหรับหัวใจของนโยบายสาธารณะได้แก่ inclusivity + immunity ส่วน productivity มีกลไกตลาดมาช่วย รวมทั้งการสร้าง digital ecosystem ใหม่ให้รองรับเมืองทั้งเมืองใหญ่เมืองรอง (ลำพูน ชัยนาท ฯลฯ) โดยต้องพิจารณาปัจจัยสำคัญ 3 ประการ คือ (i) open digital infrastructure for all ที่จำเป็น เหมาะสมและสามารถเข้าถึงได้ทุกคน เช่นการทำอินเตอร์เน็ตให้ทุกหมู่บ้านเข้าถึงได้ หรือโครงการคนละครึ่งที่ช่วยพ่อค้าแม่ค้าชาวบ้านร้านค้าสวัสดิการได้ (ii) trust ความมั่นใจในระบบซึ่งรวมเรื่อง good governance (iii) incentives แรงจูงใจทั้งทางเศรษฐศาสตร์ สังคม และกฎหมาย 
  • กรอบใหญ่ของวิทยากรเอง หากได้ทำนโยบายสาธารณะ มีมุมมองว่าควรต้องพิจารณาถึงข้อจำกัดหลายๆ อย่างของคนไทยเช่น ระดับความรู้หนังสือ ความสามารถด้านภาษา ฯลฯ ภายใต้ระบบการเมืองและระบบราชการที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
  • ในภาวะปัจจุบัน ที่เกิดปรากฏการณ์ “คนไทยย้ายกลับบ้าน” ในโลกหลังโควิด (ก่อนหน้านั้น 20 ปีเป็นปรากฏการ์ “คนหลั่งไหลเข้าเมืองใหญ่เพื่อหางาน”) กำลังการผลิตส่วนเกินล้นทั่วโลก ทำให้มีแรงงานล้นตลาดอยู่ทั่วโลก นอกจากนั้นเทคโนโลยี automation ยังถูกลงอีกมาก  ตลาดแรงงานในนิคมอุตสาหกรรมจะหดตัวลงมาก  ทำให้แรงงานจากนิคมอุตสาหกรรมย้ายถิ่นกลับบ้านเป็นจำนวนมาก  scenario นกกระจกเทศ น่าจะมีความสำคัญมาก วิทยากรจึงมีความคิดว่าหากพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสคือทำอย่างให้แรงงานที่ย้ายกลับไปบ้านเป็นกำลังสำคัญในการผลิตในภูมิลำเนาของตัวเอง
  • ขอเสริมประเด็นเรื่อง governance ในโลกปัจจุบันที่มีปัญหาอยู่แล้ว แม้แต่มี decentralization ก็ยังไปไม่ถึงไหน  หากมี digital เข้ามาทำลายพรมแดนของเมืองแล้วด้วย เราจะ design governance อย่างไรให้เหมาะสม 

อีกเรื่องคือบทบาทของภาครัฐในด้านดิจิทัลแพลตฟอร์มอย่างเช่น BoT ทำระบบ digital payment โดยกำหนด 

(i) ต้องเป็น open architecture เพื่อลดการผูกขาด ห้ามแบงค์ทำการผูกขาด และ e-wallet ทุกเจ้าเข้ามา connect กันได้

(ii) design บน standard ที่ interpolate ability คือว่าไม่ใช่วงใครวงมันแต่อยู่บนโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมระหว่างกันได้ ลดการแข่งขันกัน

(iii) ลดค่าธรรมเนียม 

ในจีน AliPay + WeChatPay กินส่วนแบ่งตลาดถึง 94% ซึ่งไทยจะต้องป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์อย่างนั้น วิธีการที่เขาล็อคก็คือว่า standard นี้ สิงคโปร์เอาไปใช้ เรียกว่า SQQR เวียดนามก็เอาไปใช้ เรียกว่า ThaiQR ดังนั้นภาครัฐสำคัญมากในการทำ common standard ลดการผูกขาด เพิ่มการดูแลประชาชนและ stakeholder

  • ข้อจำกัดของ foresight ถูกจำกัดให้ดูเพียง 2 แกน ทำให้ไปไม่ถึง policy recommendation แต่จะมีการโต้เถียงกันเยอะมากใน 2 แกน ดังนั้นจึงควรมีมิติอื่นที่เข้ามาอยู่ใน methodology นี้ด้วย
  • โลกมีความซับซ้อนอยู่แล้ว ถ้า Digital เข้ามากระทบอีกจะทำให้โลกเปลี่ยนไปอย่างไร

3. ผศ.ดร.ธร ปีติดล

  • ประเด็นเนื้อหา
  • ความเชื่อมโยงของเนื้อหาบางจุดยังมองไม่ออกว่าเชื่อมโยงกันอย่างไร
  • ฉากทัศน์ (scenario) นำเสนอความเป็นไปได้หรือนำเสนอสิ่งที่จะเกิดกับคนกลุ่มต่างๆ อาจจะเนื่องจากไม่ได้อธิบายว่าการมาถึงซึ่งฉากทัศน์นั้นๆ เป็นไปเป็นมาอย่างไร
  • ในประเด็นความเหลื่อมล้ำ (collectivism) มีความผันผวนสูง จะต้องมีเครื่องมือบางอย่างที่เข้ามาร่วมจัดการตรงนี้
  • เชิงเนื้อหา ประเด็นที่อยาก focus และอยากจะแชร์ประเด็นเรื่อง Collectivism, ความเหลื่อมล้ำ และPlatform 
  • Collectivism หมายถึงอะไร เพื่อให้ดึงมาตอบเรื่องความเหลื่อมล้ำและ Platform ได้ แต่พอเข้าใจว่าอ.อภิวัฒน์มองว่าเมืองในสังคมไทยยังมีความผันผวนสูงทำให้ต้องการการความร่วมมือมากๆ เพื่อจัดการความไม่แน่นอน ซึ่งสังคมไทยยังต้องการคติรวมหมู่ ว่าที่ผ่านมายังขาดอะไรไป (อ.ธร เคยเขียนงานถกประเด็นปรัชญา: เสรีนิยม vs ชุมชนนิยม) โดยการมี collective identity หรือ collective value มีอุดมการณ์ร่วมอย่างเดียวจะไม่เพียงพอที่ตอบโจทย์คุณภาพชีวิตได้  จึงเกิดเป็นคำถามต่อไปว่า collective identity/value ไปด้วยกันได้กับประเด็นเรื่องเสรีภาพและความยุติธรรม เพราะฉะนั้น collectivism + some particular properties จึงจะสามารถมาช่วยตอบโจทย์ได้
  • ประเด็นความเหลื่อมล้ำ ปัญหาเป็นที่ทราบกันดีแต่ยังไม่มีการไปถึง solution ได้ อาจลองอ่านงานวิชาการของ Thomas Piketty วิเคราะห์ว่าโครงสร้างของความเหลื่อมล้ำ สังคมที่เสรีด้านค่าตอบแทนแรงงาน เช่นไม่มีค่าแรงขั้นต่ำ มักมีความเหลื่อมล้ำสูง, ถ้ามรดกถ่ายทอดได้ 100% การตายไม่ทำให้ความเหลื่อมล้ำลดลง นอกจากนี้ Piketty เล่าว่า หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ความเหลื่อมล้ำลดลง เนื่องจากทุกประเทศที่เผชิญสงครามมาจึงต้องสร้างความร่วมไม้ร่วมมือ (ซึ่งวิทยากรมองว่าเป็นสิ่งที่น่าสนใจต่องานนี้) สร้างคติรวมหมู่ว่าทุกคนต้องได้รับการปกปักรักษาให้รอดปลอดภัยดำรงชีวิตได้ จวบกระทั่งหลังช่วงยุค 80s ความเหลื่อมล้ำจึงค่อยๆเพิ่มสูงขึ้น ยังมีประเด็นอื่นๆ เช่น การผูกขาดทางการค้า สวัสดิการ การปกป้องการผลิตและแรงงานในประเทศ

สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือความเหลื่อมล้ำของไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แม้ว่าหลังปี 2010 ไทยมี
นโยบายสวัสดิการสังคมเยอะ และมีการเมืองแบบเปิด 

  •  ประเด็นเรื่อง Platform (แพลตฟอร์ม) มีแนวโน้มผูกขาดของเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม ในโลกของการแข่งขันไม่ได้แข่งแบบเดิมคือสะสมกำกลังการผลิต แต่แข่งขันการสะสมผู้ใช้ และสร้างเน็ตเวิร์กของผู้ใช้เพื่อผูกขาดโดยใช้ network effect เช่น Grab, Lineman, Food Panda แข่งขันการทำราคาซึ่งเป็นช่วงแรกของการแข่งกัน โดยสิ่งเหล่านี้นำไปสู่เพื่อบีบให้คู่แข่งออกจากตลาด ในแง่การป้องกันการผูกขาดได้หรือไม่? ยังเป็นข้อถกเถียงในวงวิชาการการแข่งขันทางการค้า บางความเห็นว่าเป็นธรรมชาติของการแข่งขัน บางความเห็นบอกว่าสามารถปรับแก้ไขให้มีผลในการคุ้มครองผู้บริโภค-ผู้ใช้ทั้งในเรื่อง data ของผู้ใช้ที่เข้าสู่แพลตฟอร์มได้ นอกจากนี้แรงงานในแพลตฟอร์มก็น่าเป็นห่วงเช่นกันเพราะด้วยสภาพปัจจุบัน หรือแม้แต่ประเด็นขยะที่เกิดจากแพลตฟอร์ม โดยกลับมาที่บทบาทของรัฐสำคัญมากในการออกกฎระเบียบข้อบังคับที่จะ regulate แพลตฟอร์มให้เกิดประโยชน์ แม้แต่คุ้มครองผู้บริโภคและแรงงานบนแพลตฟอร์ม แต่รัฐไทยจะมีศักยภาพในการ regulate แค่ไหน ยังคงเป็นข้อถกเถียงกันอยู่ 

สุดท้ายเราเลี่ยงไม่ได้ที่จะพูดถึงรัฐไทยและการเมืองไทย ในอนาคตศึกษาจึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะรวมปัจจัยการเมืองไปด้วย

เสริมในเรื่องแรงงานในแพลตฟอร์ม & revival of the Union ในต่างประเทศ การต่อรองแรงงานของแพลตฟอร์มในเชิง collective action จะเข้ามาอธิบายในประเด็นนี้ สิ่งที่น่าเป็นห่วงของการรวมตัวกันเป็นสหภาพแรงงานของไทยมีความอ่อนแอมาก จึงทำให้อำนาจต่อรองของแรงงานของไทยเทียบกับที่เกิดขึ้นในต่างประเทศแทบไม่เกิดขึ้น

4. อ.ว่าน ฉันทวิลาสวงศ์

  • ข้อที่น่าสนใจสำหรับการทำโครงการร่วมกับ อ.อภิวัฒน์ มาคือเรื่อง Foresight เราจะเจออะไรที่น่าค้นหาใหม่ๆ สำหรับที่มุมมองของทั้ง 3 ท่านได้กล่าวถึงเยอะคือความเชื่อมโยงของเนื้อหาและฉากทัศน์ ประเด็น Collectivism คือในมิติต่างๆ จะมีการแก้ไข เพิ่มเติมและต่อยอดไปอย่างไรได้บ้าง ประเด็น Distribution/Inequity ซึ่งไปแตะในส่วนของ Inclusivity และประเด็น Public policy ที่จะมาตอบโจทย์ภาพอนาคตที่หลากหลายเหล่านี้ว่าจะไปในทิศทางไหนดี รวมถึงสภาพการเมืองการปกครอง และประชาสังคมที่ต้องมองในประเด็นนี้ด้วย

5. รศ.ดร.อภิวัฒน์ รัตนวราหะ

  • คนสายผังเมืองมักเป็น generalist ที่ไม่ใช่ inductive หรือ deductive อย่างใดอย่างหนึ่ง แต่จะพยายามบูรณาการงานหลายๆด้านและงานด้าน foresight อาจจะยังไม่เข้มแข็งในหลักฐานเชิงประจักษ์หรือพิสูจน์ได้ในเชิง deduction 
  • ในเชิง concepts สำคัญๆ: Collectivism
  • วัด คติรวมหมู่แต่เดิมของวัดเป็น collective belief เป็นระบบความเชื่อของคนไทย ศาสนสถานทั้งหมด ไม่ว่าศาสนาใดๆ มีความเป็น commons อยู่ทั้งสิ้น  อย่างไรก็ดี วัด ในฐานะ commons ของชุมชนมีความเปลี่ยนแปลงไป เมื่อก่อนวัดเป็น commonwealth คือความมั่งคั่งของตนไปกองไว้ที่วัด จะมีความเป็น physical space และความเป็นชุมชนรวมอยู่ด้วยกัน ดังนั้น commons อาจจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำได้ // แต่วัดที่อยู่ในเมืองในปัจจุบัน ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป แม้จะเป็น commons แต่ไม่ใช่ communitarian wealth (see Michael Sanders) // commons เป็นการ pool risk แบบหนึ่ง โดยไม่รู้ว่าในอนาคตไม่มีใครรู้ว่าใครจะมีความเสี่ยงมากกว่ากัน แต่ยังต้องการการศึกษา
  • Physical space ของวัดทำอะไรได้บ้าง และ commonwealth ของวัด รวมถึง risk ของ commons ใน บ้าน-วัด-โรงเรียน ของไทยในปัจจุบัน 
  • คติรวมหมู่ collectivism ของคนรุ่นเก่าที่จะส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นได้อย่างไร?
  • ขอบเขตจริยธรรมของไทยติดอยู่กับพรรคพวก ครอบครัว แต่น่าจะถึงเวลาแล้วที่จะต้องปรับเปลี่ยนเป็นเราในฐานะประชาคมโลก (คล้ายกับฟินแลนด์) หรือไม่?
  • ตัวอย่างที่วัดแห่งหนึ่งใน จ.กาญจนบุรี ที่ support ผู้สูงอายุ ซึ่งจัดเป็น the 3rd sector besides Government & Market ดังนั้น Collective living ของผู้สูงวัยไทยจึงอาจจะไม่ใช่ retirement home แบบอเมริกัน
  • ประเด็น collective justice ท้ายสุดต้องกลับไปที่แรงงาน อาจต้องกลับไปดู Rawl ด้วยซ้ำว่า แพลตฟอร์มที่รัฐต้องเข้าไปช่วย จะช่วยอย่างไรให้ just ซึ่งรัฐไม่ได้ให้ความสำคัญกับประเด็นแรงงานมากเท่าใดนัก 
  • ประเด็นการเมืองการปกครอง

มองเห็นโอกาสหนึ่งที่ขาดไปในการบริหารจัดการเมือง คือ เราไม่มีการบริหารจัดการเมืองในระดับชุมชนในเมือง ไม่ได้หมายถึงชุมชนที่มีการจัดตั้งหรือก่อตั้งมาแต่เดิม ไทยเราไม่มี collectivism ในระดับย่านระดับชุมชน การไม่มีตัวแทนของรัฐในระดับชุมชนระดับย่านจึงถือว่าเป็นจุดอ่อนที่สุดอย่างหนึ่งของการเมืองการปกครองของไทย ดังนั้นจึงมีคำถามว่าเกี่ยวกับแพลตฟอร์มอย่างไร? ก็คือแพลตฟอร์มทำให้เราเข้าถึงคนในระดับย่านระดับชุมชนได้โดยไม่ต้องพึ่งกลไกรัฐเหมือนอย่างดั้งเดิม เช่น แอพพลิเคชั่นในอเมริกาลงไปในระดับ scale ว่าชุมชนของเรามีปัญหาขยะอย่างไรบ้าง

กฤติยาพร วงษา

นิรันดร์รักษ์ ปาทาน

จิตติมา จันทร์ทะวงษ์

ปิณฑิรา วลีธนาพันธ์

ปาลิตา อุ่นแก้ว

ผู้สรุปการประชุม