กลุ่มนโยบายสาธารณะและกฎหมาย>ศ- การจัดการการเงินของครัวเรือนเกษตรกรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ-ศิวาพร ฟองทอง
ศ- การจัดการการเงินของครัวเรือนเกษตรกรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ-ศิวาพร ฟองทอง
ผู้วิจัย : ผศ.ดร.ศิวาพร ฟองทอง   โพสต์ เมื่อ 13 เมษายน 2021

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเกี่ยวกับการจัดการการเงินของครัวเรือนเกษตรกรใน 3 ประเด็นได้แก่ 1) รูปแบบการจัดการการเงินของครัวเรือนด้านรายได้ การใช้จ่าย หนี้สิน และการออม 2) พฤติกรรมการก่อหนี้และการบริหารจัดการหนี้สินของครัวเรือนเกษตร รวมถึงรูปแบบและลักษณะการผัดหนี้ของครัวเรือนเกษตร และ 3) นโยบายที่เกี่ยวข้องกับการก่อให้เกิดหนี้ของเกษตรกร โดยใช้ข้อมูลสําคัญ 2 ส่วนส่วนแรกจากโครงการติดตามและประเมินผลโครงการพัฒนาแก้มลิงหนองเลิงเปือย อันเนื่องมาจากพระราชดําริ จังหวัดกาฬสินธุ์ปี 2561 ซึ่งมีข้อมูลจํานวน 469 ครัวเรือนตัวอย่าง และส่วนที่สองเป็นข้อมูลจากการสัมภาษณ์เกษตรกรในเขตอําเภอกมลาไสย และอําเภอร่องคํา จังหวัดกาฬสินธุ์ จํานวน 103 ครัวเรือน

ผลการศึกษาพบว่าครัวเรือนที่มีแบบแผนการผลิตที่ต่างกันจะมีรูปแบบวิธีการจัดการการเงินของครัวเรือนแตกต่างกัน กล่าวคือ 1) ครัวเรือนที่ปลูกข้าว แม้ว่าจะไม่ขาดทุนจากการทําการเกษตร แต่รายได้ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายของครอบครัว ต้องพึ่งพารายได้นอกภาคการเกษตรเป็นหลัก และบางครั้งก็ต้องกู้ยืมเงินเพื่อมาใช้จ่ายในครัวเรือน 2) ครัวเรือนที่ปลูกข้าวและผักสวนครัว มีรายได้เสริมจากการปลูกผัก เป็นเพิ่มสภาพคล่องให้กับครัวเรือน ครัวเรือนในกลุ่มนี้มีหนี้สินสะสมต่อครัวเรือนไม่มากนัก แต่เนื่องจากครัวเรือนมีรายได้นอกภาคการเกษตรค่อนข้างน้อย บางครัวเรือนเกิดปัญหาในการชําระคืนเงินกู้โอกาสหลุดพ้นจากการเป็นหนี้ค่อนข้างน้อย 3) ครัวเรือนที่ปลูกข้าวและข้าวโพด ครัวเรือนมีที่ดินทํากินอยู่นอกเขตชลประทาน เป็นกลุ่มที่มีปัญหาทางการเงินมากที่สุด รายได้ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย จําเป็นต้องกู้ยืมเพื่อการลงทุนและการบริโภคความสามารถในการชําระหนี้และโอกาสหลุดพ้นจากการเป็นหนี้น้อยกว่ากลุ่มอื่นๆ 4) ครัวเรือนที่ปลูกข้าวและอ้อย ครัวเรือนในกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีฐานนะทางเศรษฐกิจดีกว่ากลุ่มอื่นๆ ทั้งรายได้จากภาคการเกษตรและรายได้นอกภาคการเกษตร แม้จะมีหนี้สินสะสมค่อนข้างมาก แต่ก็มีความสามารถในการชําระคืนเงินกู้อยู่ในระดับสูง และ 5) ครัวเรือนที่ปลูกข้าวและเลี้ยงสัตว์มีรายได้จากการเกษตรน้อยที่สุด แต่สามารถพึ่งพิงรายได้นอกภาคการเกษตรจากสมาชิกคนอื่นๆ ในครัวเรือน มีความสามารถในการชําระหนี้ได้ดีอย่างไรก็ตามครัวเรือนทั้ง 5 กลุ่มให้ความสําคัญกับการลงทุนด้านการศึกษาของบุตรเป็นลําดับต้นๆ และมีพฤติกรรมการออมไม่แตกต่างกันมากนัก

สําหรับพฤติกรรมการก่อหนี้มีแรงจูงใจในการก่อหนี้เนื่องจากเงินไม่พอใช้จึงจําเป็นต้องกู้ ต้องการกู้เพื่อรักษาสิทธิ์ให้เท่าเทียมกับคนอื่น กระแสบริโภคนิยม และการยืมแทนบุคคลอื่น ทั้งนี้แหล่งเงินกู้สําคัญของครัวเรือนเกษตรกร คือ กองทุนหมู่บ้าน และ ธ.ก.ส. ในภาพรวมโอกาสที่ครัวเรือนเกษตรกรจะหลุดพ้นจากการเป็นหนี้นั้นค่อนข้างยาก

ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับนโยบายที่ก่อให้เกิดหนี้ พบว่า การเข้าถึงบริการทางการเงินที่ง่ายขึ้นทําให้ครัวเรือนเป็นหนี้มากขึ้น และการพักชําระหนี้ทําให้ความเข้มงวดทางการเงินของครัวเรือนลดลง

The objectives of this study were to examine the financial management of farming households in the following three categories:

1) the means of household financial management in terms of income, expenses, debt, and savings;

2) debt-incurring behaviors and debt management within farming households, including the means of debt deferment; and

3) policies related to the running up of debt by farmers. Data for this study was gathered in two main phases. The first phase of the study was carried out in collaboration with the Kam Ling Development Project in Nong Leng Pei under the Royal Initiative in Kalasin Province in 2018. The sample consisted of 469 households. The second phase involved conducting interviews with farmers in 103 households in Kamalasai and Rong Kham Districts of Kalasin Province.

The results of this study showed that households with different production patterns employed different financial management methods. Firstly, even when no losses had been incurred from farming, the income of rice-growing households was insufficient to cover family expenses. They relied upon non-agricultural income and sometimes were forced to take out loans to meet household spending requirements.

Secondly, households that gardened vegetables in addition to growing rice produced supplementary income from selling the vegetables. This production pattern increased liquidity, resulting in lower accumulated debt in each household. However, since some of the households earned a relatively low income from non-agricultural business activities, making loan payments was challenging. As a result, the opportunity to be liberated from debt was quite small.

Thirdly, households that grew rice and corn on arable land located outside of irrigated areas suffered the most financial problems, as their income was lower than their expenses. Hence, they required loans for investment and consumption, and the ability to pay off their debt, as well as the chance of being released from debt, was consequently lower than other groups.

Households growing rice and sugarcane had the best economic status compared to the other groups. They were able to generate income from both agricultural and non-agricultural business activities. Despite having large amounts of accumulated debt, they showed a high capacity to pay off their loans.

Finally, the households that grew rice in conjunction with raising farm animals earned the lowest income from agriculture. However, they had been able to rely on non-agricultural income from other members of their household, and as a result, were very capable of repaying  their debts.

All five groups of households had prioritized investing in their children's education, and savings behaviors were similar across groups.

The main cause of debt-incurring behaviors was insufficient income. Some households had been forced to take out loans to keep up with others or to follow consumer trends while others had taken out loans solely because they had been asked to do so. The main sources of loans among farming households were their Village Fund and the BAAC. In general, farming households had low probability of escaping debt.

It was found that easier access to financial services led to greater household debt. In addition, enacting a moratorium reduced the financial discipline of the household.