กลุ่มขับเคลื่อน>อ-รายงานฉบับสมบูรณ์ การส่งเสริมเกษตรกรเก็บซากวัสดุทางการเกษตรผ่านแอปพลิเคชัน รีคัลท์-อุกฤษ อุณหเลขกะ
อ-รายงานฉบับสมบูรณ์ การส่งเสริมเกษตรกรเก็บซากวัสดุทางการเกษตรผ่านแอปพลิเคชัน รีคัลท์-อุกฤษ อุณหเลขกะ
ผู้วิจัย : คุณอุกฤษ อุณหเลขกะ   โพสต์ เมื่อ 23 กุมภาพันธ์ 2022

โครงการ “การส่งเสริมเกษตรกรเก็บซากวัสดุทางการเกษตรผ่านแอปพลิเคชัน รีคัลท์” มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรใช้เทคโนโลยีรีคัลท์ในการขายเศษซากทางการเกษตรทั้งเศษซากอ้อย ข้าวโพด ฟางข้าว และเหง้ามันสําปะหลัง ที่กระจายอยู่ตามไร่ นา สวน ของเกษตรกรทั่วประเทศ เพื่อรองรับการขยายของความต้องการเชื้อเพลิงชีวมวลในอนาคต แต่อย่างไรก็ตาม ในระยะเริ่มแรกของโครงการนี้ ได้เริ่มจากเหง้ามันสําปะหลังเป็นลําดับแรก เนื่องจากเป็นเศษซากทางการเกษตรที่เกษตรกรไม่ได้นําไปใช้ประโยชน์ ซึ่งต่างจากเศษซากทางการเกษตรประเภทอื่น ที่เริ่มมีการนําไปใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ มากขึ้น

เพื่อให้โครงการดําเนินงานเป็นไปตามวัตถุประสงค์ ทางโครงการได้แบ่งการดําเนินงานออกเป็น 2 ส่วน

1) การส่งเสริมเกษตรกร 2,000 ราย ในการใช้แอปพลิเคชัน รีคัลท์ เพื่อขายเศษซากวัสดุทางการเกษตร

2) การพัฒนาระบบเทคโนโลยีในการรองรับการขายเศษซากทางการเกษตรของเกษตร

ซึ่งจากการดําเนินงานมีเกษตรกรเข้าร่วมทั้งสิ้น 2,127 ราย แต่อย่างไรก็ตาม แบ่งเป็นเกษตรกรที่สนใจนําเหง้ามันสําปะหลังมาขาย 918 ราย และเกษตรกรที่ลงทะเบียนเพื่อนํามาขายสําเร็จ 17 ราย เกษตรกรนํามาขาย13 ราย รวมทั้งสิ้น 275 รอบ น้ําหนักรวมอยู่ที่ 579.57 ตัน (ณ วันที่ 8 กันยายน 2564) ซึ่งเป็นยอดเงินที่เกษตรกรได้รับที่ 356,318 บาท ซึ่งผู้วิจัยได้มีข้อสรุป ดังนี้

1. ภาครัฐและเอกชนควรร่วมมือกันส่งเสริมให้เกษตรกรขายเหง้ามันสําปะหลังมากขึ้น นอกจากจะเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร และมีสภาพคล่องทางการเงิน ยังสามารถช่วยลดอัตราการลักลอบเผาเหง้ามันสําปะหลังที่ก่อให้เกิดมลพิษ

2. สําหรับเกษตรกรในพื้นที่ไกลจากโรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวล และเกษตรกรรายย่อย อาจส่งเสริมให้มีการจัดตั้งกลุ่มแปลงใหญ่ จัดตั้งสหกรณ์ หรือต้องมีลานรับซื้อให้มากขึ้น

3. การใช้เทคโนโลยีในการเก็บเหง้ามันสําปะหลังยังมีค่อนข้างน้อย ภาครัฐควรส่งเสริมนักวิจัยสถาบันการศึกษา หรือภาคเอกชน ในการสร้างเครื่องเก็บเหง้ามันสําปะหลัง เพื่อเป็นการลดระยะเวลาในการเก็บ เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายในส่วนของแรงงาน

4. การขยายกิจการโรงไฟฟ้าชุมชนให้ครอบคลุมพื้นที่ปลูกมันสําปะหลังให้มากขึ้น โดยเฉพาะทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่เป็นพื้นที่ที่เกษตรกรปลูกมันสําปะหลังค่อนข้างมาก

The purpose of the study is to learn more about the agricultural waste value chain and to encourage farmers to use digital technology to sell their agricultural waste via Ricult Application. Agricultural waste management by Thai farmers, such as the burning of rice straw, sugarcane leaf, maize cob, or cassava rhizome, has resulted in increasingly serious pollution challenges today. A digital platform can be introduced to assist farmers in increasing their income through selling and better managing their waste while also promoting Thailand’s alternative energy industry. This study will use cassava rhizome as a pilot case study, with the results applicable to other wastes as well.

Our team has identified two critical milestones to help us reach the objectives of this research project:

1) Introduce the concept and relevant technology to 2,000 cassava farmers

2) Create a digital platform to assist farmers in selling agricultural waste to a biomass power plant.

A total of 2,127 farmers took part in the information and training sessions. From these sessions, 918 farmers have expressed an interest in selling cassava rhizomes, with 17 farmers registering to commence selling. As of September 8, 2021, 13 farmers had successfully sold a total of 579.57 tons of cassava rhizome, earning a total of 356,318 Baht.

From this research, our team has concluded that:

1) Public and private sectors should work together to encourage more farmers to sell cassava rhizomes. This will help farmers earn more money while minimizing pollution caused by cassava rhizome burning.

2) The cost of logistics in moving cassava rhizomes from farm to powerplant is a major impediment to farmers selling cassava rhizomes. Farmers who live far away from biomass power facilities should be encouraged to organize farmer groups or cooperatives to help control logistics costs and obtain operational economies of scale.

3) Cassava rhizome collection from the ground is a tedious and labor-intensive task for the farmers. Technology to help collect cassava rhizomes is still uncommon. Government Research Institutes and private companies should be encouraged to develop technology to help farmers collect cassava rhizomes.

4) Biomass power plants are still not available in many places where cassava is grown. Expansion of community power plants, especially in the northeast area, can be beneficial to the remaining cassava farmers.