กลุ่มความเชื่อและคุณธรรมศึกษา>จ-การสร้างความเข้าใจในคุณลักษณะ พฤติกรรม และทัศนคติในอนาคตของชาวดิจิทัลไทย ฉบับสมบูรณ์-จุลนี เทียนไทย
จ-การสร้างความเข้าใจในคุณลักษณะ พฤติกรรม และทัศนคติในอนาคตของชาวดิจิทัลไทย ฉบับสมบูรณ์-จุลนี เทียนไทย
ผู้วิจัย : รศ.ดร.จุลนี เทียนไทย และคณะ   โพสต์ เมื่อ 29 มีนาคม 2022

การทำความเข้าใจ “ชาวดิจิทัล (Digital Natives)” เป็นกุญแจสำคัญต่อการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561-2580) ที่ต้องการพัฒนาประเทศพร้อมกับสร้างคนไทย 4.0 กลุ่มประชากรดิจิทัลของไทยที่สำคัญคือ “ประชากรกลุ่มเจเนอเรชันวาย (Gen Y) และกลุ่มเจเนอเรชันซี (Gen Z)” ด้วยรุ่นการเกิดและเติบโตมาพร้อมกับการมี การใช้ และการพัฒนาเทคโนโลยีต่าง ๆ ประชากรกลุ่มนี้เป็นวัยแรงงานที่สำคัญของประเทศทั้งช่วงเวลาปัจจุบันและในอนาคต โครงการวิจัยนี้จึงมีเป้าหมายสำคัญเพื่อศึกษาประชากรกลุ่มดังกล่าว ซึ่งกลุ่มประชากรที่ใช้ในการวิจัยนี้มี 960 คน ประกอบด้วย 2 กลุ่ม คือ 1) “ประชากรดิจิทัล” จำนวน 910 คน เป็นผู้ที่เกิดระหว่างปี พ.ศ. 2524-2549 โดยผู้ที่อายุ 13-23 ปีจัดเป็น “ชาวดิจิทัลรุ่นใหม่” ส่วนผู้ที่อายุ 24-38 ปี จัดเป็น “ชาวดิจิทัลรุ่นเก่า” 2) ผู้ที่เกี่ยวข้องกับชาวดิจิทัล จำนวน 50 คน ได้แก่ ผู้ปกครอง ครู อาจารย์ และนายจ้างหรือผู้บังคับบัญชา ทั้งนี้ ประชากรทั้งสองกลุ่มอยู่พื้นที่การศึกษาหลัก 3 จังหวัดคือ 1) กรุงเทพมหานคร เป็นตัวแทนเมืองหลวง 2) จังหวัดเชียงใหม่ เป็นตัวแทนเมืองหลัก และ 3) จังหวัดนครพนม เป็นตัวแทนเมืองรอง

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 4 ประการคือ 1) ศึกษาการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมอันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการพัฒนาเทคโนโลยีจากมุมมองของชาวดิจิทัลในสังคมไทย 2) ศึกษาอัตลักษณ์รุ่นของชาวดิจิทัลไทย 3) มุมมองต่อความรู้ ทักษะ และทัศนคติที่จำเป็นของชาวดิจิทัลไทย และ 4) ศึกษาภาพในอนาคตอันเกิดจากมุมมองของชาวดิจิทัลไทย ซึ่งประกอบด้วยภาพหลักคุณธรรมสำคัญในการเป็นพลเมืองที่ดีของไทย รวมถึงความกลัว ความฝัน และความหวังของคนรุ่นใหม่สำหรับวิธีการวิจัยนั้น เป็นการวิจัยที่ใช้เทคนิคระเบียบวิธีวิจัยทางมานุษยวิทยาเป็นหลัก ซึ่งมีเทคนิควิธีการที่สำคัญคือ 1) เทคนิคการวิจัยแบบสอบถามสัมภาษณ์ 2) เทคนิคการรวบรวมคำศัพท์ 3) เทคนิคการวาดภาพเชิงพรรณนา 4) เทคนิคการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง ประเภทการสัมภาษณ์แบบเจาะลึก นอกจากนี้ยังใช้วิธีการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ข้อมูลด้วยเทคนิควิธีการสกัดและวิเคราะห์ข้อความออนไลน์ โดยมีระยะเวลาในการวิจัยทั้งหมด 14 เดือน (เดือนเมษายน 2562 ถึงเดือนมิถุนายน 2563)

ผลการวิจัยพบว่า ตามมุมมองของชาวดิจิทัลไทย การพัฒนาเทคโนโลยีส่งผลให้พฤติกรรม การปฏิสัมพันธ์ และบรรทัดฐานสังคมเปลี่ยนแปลงไป รวมถึงทำให้เกิดการสร้างแบบแผนใหม่ เช่น การเลือกปฏิบัติต่อกัน การตัดสินความผิด-ชอบ ชั่ว-ดี การใช้ภาษา วิธีคิดต่อการใช้ชีวิต การสร้างและนำเสนอตัวตน ตลอดจนปัญหาสุขภาพรูปแบบใหม่ที่ สถาบันทางสังคมได้รับผลกระทบในเชิงโครงสร้าง สถานภาพ บทบาทหน้าที่ และองค์กรที่เกี่ยวข้อง เกิดการสร้าง “ความเหลื่อมล้ำ” ในมิติทางสังคมรูปแบบต่าง ๆ การเข้าไม่ถึงเทคโนโลยี การจัดการชีวิต การเรียนรู้ การทำงานและองค์กร ความสัมพันธ์ในครอบครัว การโต้แย้งต่อหลักคุณธรรม รวมถึงความกลัว ความหวัง และความหวังของชาวดิจิทัล 

สำหรับการนิยามอัตลักษณ์รุ่นของชาวดิจิทัลไทยนั้นมีการผสมผสานบริบทความเป็นสากลและบริบทของสังคมไทยเข้าด้วยกัน ความแตกต่างของอัตลักษณ์มาจากอายุและประสบการณ์ชีวิตซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญในการกำหนดความคิด ทัศนคติ วิธีการคิด การมองโลก การเปิดรับ การปรับตัว ตลอดจนวิถีการดำเนินชีวิต และวิถีการใช้เทคโนโลยีซึ่งอัตลักษณ์สำคัญของชาวดิจิทัลไทยรุ่นใหม่คือ ความทันโลก มีศักยภาพทางเทคโนโลยี ปรับตัวได้เร็ว เปิดใจรับต่อสิ่งใหม่ และมีความหลากหลาย ทั้งนี้ ไม่ใช่ชาวดิจิทัลทุกคนจะมีคุณลักษณะดังกล่าวเหมือนกันทั้งหมด แต่มีความแตกต่างกันไปตามฐานะทางเศรษฐกิจ สังคม พื้นฐานครอบครัว และช่วงวัยของแต่ละบุคคลด้วย

ชาวดิจิทัลไทยเรียนรู้และพัฒนาทักษะเฉพาะตัวที่ผ่านการใช้เทคโนโลยีในชีวิตประจำวัน ทั้งทักษะการใช้คอมพิวเตอร์หลากรูปแบบ การจัดการงานได้หลากหลายในคราวเดียวกัน (Multitasking Skills) ทักษะการแสวงหาข้อมูล และทักษะด้านภาษา มีการสร้างรูปแบบการเรียนรู้ใหม่ที่ไม่ยึดติด พื้นที่การเรียนรู้ถูกขยายขอบเขตทั้งในพื้นที่ทางกายภาพเดิมและพื้นที่บนโลกออนไลน์ พื้นที่ความรู้ในบ้านที่สามารถสร้างได้ผ่านสมาชิกในครอบครัว รวมถึงพื้นที่การเรียนรู้ในฐานะการทำงานสามารถเกิดขึ้นได้ผ่านการปฏิสัมพันธ์กับองค์กรในรูปแบบต่าง ๆ พื้นที่การเรียนรู้ของชาวดิจิทัลไทยจึงมีความหลากหลายเพราะพวกเขาต้องเรียนรู้และพัฒนาทักษะอยู่เสมอแบบไม่หยุดนิ่งและไม่สามารถใช้พื้นที่การเรียนรู้เพียงแหล่งเดียวได้อีกต่อไป

สำหรับภาพอนาคตจากมุมมองของชาวดิจิทัลไทยนั้น เมื่อพื้นที่การเรียนรู้กว้างขวางกว่าในอดีตที่ผ่านมา ทำให้เกิดชุดข้อมูลจำนวนมากผ่านการปฏิสัมพันธ์ทางสังคมที่ซ้อนทับกันระหว่างโลกออนไลน์และออฟไลน์ ชาวดิจิทัลไทยจึงเลือกรับหลักคุณธรรมที่หลากหลายมาปรับใช้โดยไม่ยึดติดเพียงชุดความคิดเดียว มีการตั้งคำถามกับตนเองและสังคม ใช้หลักการตีความหลักคุณธรรมจากความเป็นเหตุเป็นผล การประยุกต์ใช้ ความยืดหยุ่น ความเป็นปัจเจก และความสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม หลักคุณธรรมที่ไม่สอดคล้องกับหลักคิดนี้ ชาวดิจิทัลจะคิดโต้แย้งและปฏิเสธการปฏิบัติตาม หลักคุณธรรมเรื่องความสุจริตยังคงเป็นสิ่งที่ชาวดิจิทัลให้ความสำคัญ ทั้งนี้ ชาวดิจิทัลรุ่นใหม่เห็นคุณค่าของจิตสาธารณะมากกว่าจิตอาสา สะท้อนถึงความสนใจส่วนบุคคลและเป็นการช่วยเหลือสังคมโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน อย่างไรก็ตาม สถาบันครอบครัวยังคงมีบทบาทสำคัญในการขัดเกลาหลักคุณธรรม เช่นเดียวกับสถาบันการศึกษา สื่อดิจิทัลและสื่อสังคมออนไลน์ ที่มีบทบาทเพิ่มมากขึ้น

ด้านความกลัว ความฝัน และความหวังนั้น ส่วนหนึ่งเกิดขึ้นจาก 1) ประสบการณ์ตนเอง 2) เงื่อนไขทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม การเมือง และเทคโนโลยี 3) ความเชื่อหรือค่านิยมที่มาจากบรรทัดฐานในกลุ่มสังคมของตน ที่เห็นได้ชัดเจนคือค่านิยมเรื่องความกตัญญูกตเวที และ 4) อิทธิพลของระบบทุนนิยมที่ทำให้ชาวดิจิทัลคิดฝันและหวังบนพื้นฐานการใช้ชีวิตตามสภาพความเป็นจริงและประเมินความกลัว ความฝัน และความหวังตามความเป็นไปได้ทางเศรษฐกิจ มีการนำแนวทางของหลักเศรษฐกิจเชิงคุณธรรม (Moral Economy) มาปรับใช้กับการดำเนินชีวิต แต่เนื่องด้วยโครงสร้างสังคมไทยและการเข้าถึงทรัพยากรที่ไม่เพียงพอที่จะสนับสนุนชาวดิจิทัลให้ทำตามความหวังและความฝันของเขาให้เป็นจริง จึงทำให้กรอบความกลัว ความฝัน และความหวังของชาวดิจิทัลรุ่นใหม่นั้นถูกจำกัดจากโครงสร้าง อย่างไรก็ตามยังพบว่าชาวดิจิทัลรุ่นใหม่ยังมีความเป็น “ผู้กระทำการดิจิทัล (Digital Agency)” ที่ไม่คิดจะยอมจำนนต่อสิ่งที่โครงสร้างสังคมกำหนด แต่พยายามต่อรองและปรับเปลี่ยนโครงสร้างให้ได้ภายใต้ทรัพยากรที่ตนเองมีอยู่

Thailand’s 20-Year National Strategy (2018-2037) has come into effect alongside the creation of ‘Thais 4.0’ – people with the potential to maximize the use of digital technologies across all socio-economic sectors. It is therefore imperative that we understand the term ‘digital native’ given that digital technology has been identified as a main driver of national economic growth. Thailand’s key digital population comprises the ‘Gen Y’ and ‘Gen Z’generations who grew up in the digital age and during a period of relative prosperity. This demographic cohort represents a key work force in the country in the present-day and in the future. The aim of this research project is to study these two groups. The sample population to be used in this analysis comprises of: 1) 910 digital natives born between 1981-2006 (those aged 13 – 23 will be classified as the ‘new generation of digital natives’ and those aged 24 – 38 will be classified as the ‘old generation of digital natives’); 2) 50 persons who are related to digital natives consisting of parents, teachers, and employers or supervisors. Both populations reside in three main areas covered in this study: 1) Bangkok representing the capital city, 2) Chiang Mai, representing the main city and 3) Nakhon Phanom province representing the secondary province. A total of 960 participants.

This study has four objectives: 1) To look at the changes in culture and in society as a result of technological advances from the perspective of Thai digital natives in Thai society, 2)To look at the generational self-identity of Thai digital natives,3)To understand the knowledge, skills and attitudes of Thai digital natives, and 4) To look at possible futures from the perspective of Thai digital natives which consists of being a good citizen, as well as the hopes, fears, and dreams of this new generation. The study relies on qualitative anthropological data collection methods that includes in-depth interviews, questionnaires, free-listing, and pictorial ethnography. It also uses scientific data research methods and techniques to extract and analyze messages online. The project took place over a period of 14 months from April 2019 to June 2020.

The findings suggest that the development of technology has resulted in changes in behavior, interaction, and social norms for Thai digital natives, and has also resulted in the creation of new stereotypes such as discrimination towards one another, judgement of right and wrong, good and evil, reflective in their use of language, their thoughts about life, how they create and present themselves even in terms of health that has impacted social institutions structurally and in terms of their status, duties, and roles while related organizations experience the creation of ‘inequality’ in various facets of society, in not having access to technology, in life management, in learning, work and organization, in family relations, to moral arguments, and in the hopes and fears of digital natives.

In regard to the language of self-identity among Thai digital natives, we see a combination of the universal context and the context of Thai society. The differences in the kinds of self-identification come from one’s age and life experience, which is an important condition in determining one’s attitude, thought process, how one sees the world, openness, ability to adjust or adapt, to how one lives and manages life with the use of technology being an important indicator. Key characteristics of Thai digital natives of the new generation is keeping pace in this fast-changing world, having technological potential, the ability to adapt quickly, an openness to new things, and embodies diversity. This is not to say that digital natives will have the all the same attributes as laid out here as it depends on their relative economic status, social background, family background, and age. 

Thai digital natives learn and develop their unique skills through everyday engagement with technology including computing skills, multitasking skills, information-seeking skills, and language skills and there are always new ways of creating and new ways of learning that do not have to be adhered to. The learning space has expanded both offline and online. Space of the home for learning has the potential to be created by family members, to the space of work for learning that can occur through interaction with and within different organizations. Thus, the learning space of Thai digital natives is manifold because digital natives are constantly learning and constantly developing skills and can no longer be confined to a single learning space. 

As for the perspective of Thai digital natives on the future, since the learning space is more varied and extensive than in the past, many data sets emerge through overlapping social interactions between the online and offline worlds. As a result, Thai digital natives have been open to adopting a variety of views on virtues and morality without having to adhere to a single set of ideas, raising questions with themselves and society, using the principle of interpretation of moral reasoning, application, flexibility, individuality, and adapting to the changes of society. Should moral principles not conform to this kind of thinking, digital natives will think, argue, and not comply. The moral principle of integrity remains a priority for digital natives. As such, this new generation of digital natives appreciates the public’s psyche more than an individual’s, reflecting their personal predisposition, and their intention of helping society without expecting anything in return. In any event, the family institution will still play an important role in refining moral principles, and the same goes for educational institutions, digital media andsocial media that will play a larger role.

Hope, fears, and dreams are shaped by 1) one’s own experiences 2) economic, social, cultural, political and technological conditions 3) beliefs or values that come from the norms of their social groups that can be clearly seen in the value of gratitude and 4) the influence of capitalism that makes digital natives hope and dream in their lives that are based on reality and an assessment of fear, i.e. hopes and dreams are contingent upon economic possibilities. 

The approach of the moral economy has been adopted to everyday living but the structure of Thai society and insufficient access to resources to support digital natives to allow their hopes and dreams to come true frames their fears. The hopes and dreams of the next generation of digital natives are constrained by structural factors. In any event, the results of this study indicate that the new generation of digital natives still have the attribute of a ’digital agency’ who will not succumb to what is defined by society but will try to negotiate and modify societal structures with the resources that they have. The benefit of this research project is in providing recommendations for the development of Thai digital natives to become ‘Thai 4.0’ with the aim towards addressing the needs of this population.