กลุ่มขับเคลื่อน>ส-การพัฒนากระบวนการเพื่อขับเคลื่อนประชาคมเมืองเชียงใหม่-สุวารี วงค์กองแก์ว และคณะ
ส-การพัฒนากระบวนการเพื่อขับเคลื่อนประชาคมเมืองเชียงใหม่-สุวารี วงค์กองแก์ว และคณะ
ผู้วิจัย : นางสุวารี วงค์กองแก์ว และคณะ   โพสต์ เมื่อ 20 กรกฎาคม 2022

ภายใต้ความเชื่อว่าประชาคมเมืองที่เข้มแข็งจะมีส่วนในกระบวนการพัฒนาเมืองเชียงใหม่เพื่อไปสู่อนาคตที่ดีขึ้น งานวิจัยนี้จึงมีเป้าหมายในการหาเครื่องมือเพื่อสนับสนุนประชาคมเข้มแข็ง โดยการวิเคราะห์หาช่องว่างในระดับนโยบายที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเมืองตามความต้องการของประชาชนและหาเครื่องมือและกลไกที่จะช่วยให้เกิดการเชื่อมโยงระหว่างรัฐและประชาคมเพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนเมืองที่มีคุณภาพ ซึ่งได้ออกแบบเครื่องมือในงานวิจัยประกอบด้วยการสร้างระบบฐานข้อมูลสำหรับการทำความเข้าใจปัญหาการพัฒนาเมือง กระตุ้นให้ประชาคมเมืองเข้มแข็งขึ้นโดยใช้แพลตฟอร์มออนไลน์เป็นพื้นที่ในการแสดงความคิดเห็นร่วมทางสังคมในรูปแบบดิจิตอล สร้างกิจกรรมการพัฒนาและขับเคลื่อนประชาคมกลุ่มต่าง ๆ เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนข่าวสารข้อมูลทำให้เกิดความเข้มแข็งของประชาคม และสร้างตัวแบบของกระบวนการทำจินตภาพการพัฒนาเมืองเชียงใหม่จากความคิดเห็นของประชาคมเมืองเชียงใหม่เพื่อให้เกิดรูปแบบในการขับเคลื่อนเมืองเชียงใหม่อย่างยั่งยืน

ผลการวิจัยพบช่องว่างจากโครงสร้างการทำงานภาครัฐที่ขาดความยืดหยุ่นต่อการรับมือสังคมเมืองที่มีพลวัตรสูง ด้านกลุ่มประชาสังคมเชียงใหม่ส่วนใหญ่เป็นองค์กรขนาดเล็กแต่มีจุดแข็งในการทำงานร่วมกับคนในพื้นที่ทำให้มีศักยภาพที่จะยกระดับสู่การเคลื่อนไหวเพื่อการพัฒนาในระดับเมือง แต่จะขาดเงินทุนและกำลังคนอีกทั้งส่วนใหญ่ไม่มีฐานะนิติบุคคลตามกฎหมายทำให้ไม่มีสถานภาพรองรับหรือไม่สามารถรับงบประมาณสนับสนุนได้ ด้านข้อมูลเมืองเชียงใหม่พบว่าเดิมอยู่ในลักษณะกระจัดกระจายเพราะไม่มีหน่วยงานหลักในการรวบรวมวิเคราะห์และบริหารจัดการระบบฐานข้อมูล จึงขาดการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ในเชิงนโยบายและทำให้การทำงานของทุกภาคีอยู่ภายใต้ภาวะความจำกัดของข้อมูล งานวิจัยนี้ได้จัดทำฐานข้อมูลจำนวน 64 ชุดข้อมูลในระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์พร้อมทั้งได้นำข้อมูลมาแบ่งปันผ่านเฟซบุ้ค “เชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอ”แต่ทั้งนี้ พบว่าปัญหาของระบบงานข้อมูลเมืองคือขาดหน่วยงานและบุคลากรที่มีความสามารถและรับผิดชอบในการทำงานด้านข้อมูลโดยตรง ด้านงานแพลตฟอร์มออนไลน์เฟซบุ้ค “เชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอ” เป็นพื้นที่กลางที่งานวิจัยใช้สำหรับส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนโดยมุ่งออกแบบเพื่อให้ “การมีส่วนร่วมของประชาชน” เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งในระดับรูปแบบและเนื้อหาเพื่อตอบรับกับพฤติกรรมของคนที่เปลี่ยนแปลงไป อีกทั้งยังสื่อสารไปถึงกลุ่มคนอย่างกว้างขวางและเป็นเครื่องมือจับคลื่นความคิดและความต้องการของประชาชนต่อการพัฒนาเมืองอีกด้วย แต่ประสิทธิภาพของพื้นที่กลางออนไลน์ยังขึ้นอยู่กับการออกแบบประเด็นเนื้อหาข้อมูลและการออกแบบสื่อ และมีข้อจำกัดในคนบางกลุ่มที่ไม่ชำนาญการใช้เทคโนโลยีหรือมีรายได้จำกัดในการใช้แพลตฟอร์มนี้ รวมทั้งขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะในการทำงานด้านสื่อออนไลน์ รวมทั้งสื่อออนไลน์เป็นสื่อที่มีความอ่อนไหวตามกระแสสูงจนอาจเบี่ยงเบนออกจากข้อเท็จจริงได้ง่าย ด้านแผนจินตภาพเมืองซึ่งเป็นเครื่องมือที่ทำการรวบรวมความคิดของประชาคมเมืองเพื่อนำเสนอออกมาเป็นภาพทางเลือกอนาคตเมืองเชียงใหม่ระหว่างภาพเมืองเชียงใหม่ที่ “กินดีอยู่ดี” และ “ขายม่วนขายหมาน” ที่ประชาคมเมืองอยากให้เป็น ภาพเมืองเชียงใหม่ที่อลหม่าน จากการต่อรองกันระหว่างการพัฒนาที่ทุกฝ่ายต่างคนต่างทำ และภาพเมืองเชียงใหม่ที่มีปัญหารุมเร้าจาก การถูกปล่อยให้พัฒนาไปตามทิศทางการพัฒนาที่ขาดสมดุล ปัญหาในการนำไปปฏิบัติจริงคือขาดกลไกกลางในการทำ “จินตภาพการพัฒนาเมือง” เพื่อจะทำกระบวนการเพื่อให้ประชาคมเมืองเข้มแข็งนี้ กลุ่มประชาสังคมควรมีการรวมกลุ่มกำหนดเป้าหมายการพัฒนาเมืองร่วมกันเพื่อให้เกิดพลังที่เพียงพอต่อการทำข้อเสนอเชิงนโยบายและมีสถานภาพที่แข็งแรงในการเป็นตัวแทนประชาคมเมือง

กระบวนการทั้งในด้านการให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเมืองผ่านการแบ่งปันข้อมูล มีพื้นที่กลาง ออนไลน์ที่เปิดให้คนเข้าถึงและแบ่งปันความคิดความคาดหวังต่อการพัฒนาเมือง การทำจินตภาพเมืองเพื่อเป็นตัวแทนความคิดเห็นของคนในเมืองที่มีต่ออนาคตของเมือง รวมทั้งการร่วมมือกันในการปฏิบัติการต่างๆ ในชุมชนในย่าน จะเป็นกระบวนการที่ช่วยให้ประชาคมเมืองเข้มแข็งและมีบทบาทที่เป็นส่วนสำคัญต่อกำหนดทางเลือกการพัฒนาเมืองเพื่อนำไปสู่อนาคตเมืองอย่างที่ประชาคมเมืองคาดหวัง

There is a belief that a strong urban community should be involved in the development process of Chiang Mai City for a better future. This research aims to find tools to support such urban communities by analyzing gaps at the policy level that impede urban development, according to people's needs. It also aims to develop tools and mechanisms that facilitate connection between the state and the community in order to develop a quality city. Research tools include building a database system for understanding urban development problems, empowering urban communities by using online platforms as a digital platform for social commentary, arranging developmental and empowerment activities for various community groups to exchange knowledge and information to strengthen the community, and creating a model for the process of visualizations of Chiang Mai City’s development based on the opinions of the Chiang Mai community. This will create a model for driving the future of the city of Chiang Mai in a sustainable way.

Findings have revealed gaps in government structures which lack flexibility in dealing with highly dynamic urban societies. Most civil society groups in Chiang Mai are small organizations, but possess the ability to work with local people, giving them the potential to be included in urban development initiatives. However, such groups are inefficient, lack funds and manpower, and the majority do not have legal entity status. This results in no support status, or the inability to receive budget support. Chiang Mai City data is fragmented as no central unit exists for collecting, analyzing and managing the database system. This results in a lack of utilization of information throughout the policy-making process and subjection of the work ofall parties to data constraints. This research has created a database of 64 data sets in the Geographic Information System which was shared via the "Chiang Mai We Care" Facebook page.

A fundamental problem with the city’s information system is lack of competent agencies and personnel directly responsible for information work. The Facebook online platform “Chiang Mai We Care”, is a central area where research is used to promote public participation by effecting changes in public participation both in form and content, in response to the changing behavior of people. It communicates to a wide range of people and acts as a tool for capturing trends in ideas and people's urban development needs. However, the effectiveness of the online medium depends on the design of issue-related content and media. Additionally, access is restricted for those who are not tech-savvy or lack sufficient income to use the platform. As well as a shortage of skilled personnel, online media is so highly sensitive to trends that it can easily deviate from facts with respect to “urban imagination” - a tool which collects ideas from the urban community to present an alternative image of the future of Chiang Mai. The city community wishes to realize an image of Chiang Mai based on the concepts "Eat Well, Live Well", and "Abundance", through collaborative negotiations among all acting parties. This is in contrast to the chaotic image of Chiang Mai City beset by the problem of being allowed to develop in an unbalanced manner. The main obstacle to implementation is lack of a central mechanism for doing so - "Imagination of Urban Development". In order to carry out the process to strengthen the urban community, civil society groups should collaborate to establish urban development goals. This will provide them with sufficient power to make policy proposals and a strong standing to represent urban communities.

The whole process of educating the city through information sharing includes providing a central online space that allows people to access and share their thoughts and expectations for urban development, urban visualization to represent citizen opinions on the future of the city, and cooperation during various operations within communities and neighborhoods. It is a process which helps to strengthen the urban community and allows it to play an important role in determining the options for urban development. This is in accord with the expectations of the urban community.