กลุ่มความเชื่อและคุณธรรมศึกษา>คำพูดของชาวดิจิทัลไทย
คำพูดของชาวดิจิทัลไทย
โพสต์ เมื่อ 13 เมษายน 2021

ความแตกต่างของบริบทในแต่ละยุคแต่ละสมัยส่งผลให้ความคิดของคนแต่ละรุ่นมีความแตกต่างกัน คนรุ่นใหม่หรือที่เรียกว่าชาวดิจิทัลไทยจึงมีการมองโลกที่ไม่เหมือนกับคนรุ่นเก่า เรามาดูกันว่าความคิดเห็นของคนรุ่นใหม่ ในแง่ที่เกี่ยวกับคุณธรรม ค่านิยม หรือวัฒนธรรมแบบเดิมนั้นเป็นอย่างไร


สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ทักษะความสามารถในการใช้งานเทคโนโลยีของคนรุ่นต่าง ๆ มีความแตกต่างกัน เนื่องจากความสัมพันธ์ระหว่าง “ประสบการณ์ชีวิตกับการเกิดขึ้นของเทคโนโลยี”

จึงไม่น่าเป็นที่แปลกใจว่าคนรุ่นใหม่ถึงถูกคาดหวังสูงต่อทักษะการใช้เทคโนโลยี ในทางตรงกันข้าม นิยาม “ความเป็นคนรุ่นเก่า” คือ“เป็นผู้ที่ไม่รู้เรื่องเทคโนโลยี ใช้เทคโนโลยีไม่คล่อง ไม่เท่าทัน อาจตกเป็นเหยื่อในการโดนหลอกลวงและอาชญากรรมต่าง ๆ ได้ง่าย รวมถึงชอบพึ่งพาให้ผู้อื่น (คนรุ่นใหม่) ช่วยเหลือทางเทคโนโลยีให้”

ข้อพึงระวังในประเด็นความคาดหวังต่อทักษะวิถีเทคโนโลยีของคนรุ่นใหม่นี้ คือการที่คนรุ่นใหม่ต้องแบกรับความกดดันในการพัฒนาศักยภาพตนเอง ที่ถูกคาดหวังเพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ ในขณะที่คนรุ่นเก่านอกจากจะถูกคาดหวังไม่มากนัก และไม่พัฒนาทักษะการใช้เทคโนโลยี ช่องว่างระหว่างรุ่นนี้ทำให้การทำงานระหว่างคนรุ่นเก่าและคนรุ่นใหม่เกิดความเหลื่อมล้ำ เมื่อคนรุ่นเก่าใช้เทคโนโลยีได้ไม่คล่อง งานในส่วนนี้จึงตกมาเป็นภาระของคนรุ่นใหม่แทน


ผลลัพธ์จากนวัตกรรมการสื่อสารในยุคดิจิทัลโดยเฉพาะอย่างยิ่งอินเทอร์เน็ต (internet) และเทคโนโลยีได้เข้ามาแทรกซึมในทุกส่วนของกิจกรรมในชีวิตประจำวันของคนรุ่นใหม่ ซึ่งสามารถก่อให้เกิดผลกระทบอื่น ๆ ตามมาอีกเป็นระลอก ซึ่งสร้างความผลิกผันและปั่นป่วน หรือที่เรียกว่าเป็นภาวะ “Technological Disruption”

โดยอินเทอร์เน็ตและเทคโนโลยีเหล่านี้ได้เข้ามาเปลี่ยนรูปแบบในการสื่อการ ค่านิยม ความเชื่อ ความคิดและอุดมการณ์ในการมองโลก รวมถึงสร้างพื้นที่ในการปฏิสังสรรค์เชิงสังคมรูปแบบใหม่ ๆ อีกทั้งยังมีบทบาทต่อการเปลี่ยนแปลงวิถีการดำเนินชีวิตของสมาชิกในสังคมจากรูปแบบออฟไลน์ (offline) ในพื้นที่แห่งความจริง มาเป็นรูปแบบออนไลน์ (online) บนพื้นที่สังคมเสมือนมากยิ่งขึ้น

การเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลต่อการประกอบสร้างตัวตนหรืออัตลักษณ์ของชาวดิจิทัลไทยรุ่นใหม่ รวมถึงเข้ามามีส่วนในการสร้างค่านิยมการเลือกรับหลักคุณธรรมที่หลากหลายมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันโดยไม่ยึดติดอยู่กับชุดความคิดใดความคิดหนึ่งเฉกเช่นสังคมไทยในอดีต ดังที่สะท้อนผ่านคำพูดของชาวดิจิทัลรุ่นใหม่


“เราว่าคนรุ่นก่อนจะกลัวมากกว่า กลัวจากศาสนา คำพูดของคนอื่น มันเลยทำให้เขาแสดงออกแบบหนึ่ง เราว่าเมื่อก่อนศาสนามันมีบทบาทมาก ๆ มันก็เลยทำให้เขาทำแบบนั้น ยุคเรามันไม่ใช่เรื่องของความกลัวอีกแล้ว มันเป็นการคิดได้หรือเรื่องของสิทธิมากกว่า ที่เราควรจะเห็นคนอีกคนหนึ่งเป็นมนุษย์เหมือนกัน เราเลย treat เขาด้วยความเป็นมนุษย์มากกว่า”

(ชาวดิจิทัลรุ่นใหม่ เพศหญิง กทม. อายุ 19 – 23 ปี)


ในมุมมองของชาวดิจิทัลไทยรุ่นใหม่ หลักคุณธรรมนั้นสามารถมีได้หลายชุด นอกจากความเป็นปัจเจกชนที่ทำให้เกิดความแตกต่างระหว่างชุดคุณธรรมของแต่ละบุคคลแล้ว ความหลากหลายของหลักคุณธรรมยังผันแปรไปตามบริบทและเงื่อนไข อาทิ รุ่นวัย พื้นที่ เพศสภาพ ศาสนา สถานภาพทางสังคมและเศรษฐกิจอีกด้วย ดังจะเห็นได้ว่า แม้จะเป็นชาวดิจิทัลรุ่นใหม่รุ่นวัยเดียวกันที่มาจาก 3 กลุ่มพื้นที่แต่ก็มีชุดคุณธรรมต่างกันดังนี้


“ความพอเพียงนี่เป็นคุณธรรมจริง ๆ เหรอ สังคมเรามันไม่ได้ถูกเลี้ยงมาแบบพอเพียง การพูดว่าพอเพียงมันดูเหมือนว่าอันไหนสิ้นเปลืองก็คือ ไม่เอาเลย เป็นสิ่งที่ประยุกต์ใช้ได้ยาก เธอต้องเป็นคนว่างเท่านั้นจึงจะทำสิ่งนี้ได้ เช่น นั่งรถเมล์ ต้องว่างเท่านั้น เคยนั่งจากสยามกลับบ้าน หลับไปกี่ตื่นก็ไม่รู้ รถก็ติด สิ่งนี้แหละคือพอเพียง ซึ่งในความเป็นจริงชีวิตในเมืองมันรีบนะ จะให้มาทนพอเพียงก็ไม่ไหว ทุกวันนี้คนแข่งขันกันจะแย่ การต้องพอเพียงจริง ๆ แล้วเราจะอยู่ยังไง เราต้องแสดวงหาวิธีที่ดีที่สุดของเรา ซึ่งก็ไม่ได้พอเพียง เพราะเราต้องไปสู้กับคนอื่น มันไม่ตอบโจทย์ มันไม่เหมาะกับวิถีชีวิตเราตอนนี้”

(ชาวดิจิทัลรุ่นใหม่ กทม. อายุ 19-23 ปี)

“ความพอเพียง ตอนนี้ไม่มีแล้ว ก็จะขึ้นอยู่ในความประหยัดอดออม แต่ตอนนี้อาจจะไม่มีแล้ว เราน่าจะตีความใหม่ว่า การพอเพียงอาจจะใช้ของบางอย่างที่รีไซเคิล ตีความหมายใหม่ว่าความพอเพียงกับคนยุคนี้ต้องเปลี่ยนความหมาย พอเพียงเราจะคิดถึงการประหยัดอดออม แต่ตอนนี้อาจจะไม่มีแล้วในการเก็บผักเก็บไม้กินตามชนบทมันไม่มีแล้ว อาจจะเปลี่ยนความหมายเป็นการประหยัดเสียมากกว่า ความพอเพียงเปลี่ยนไป ปัจจุบันค่าครองชีพก็สูงขึ้นอาจจะทำให้เราหาเงินไม่ทัน คนส่วนใหญ่ไม่ได้มีเงินเก็บที่จะใช้ชีวิตแบบพอเพียงอย่างนั้นได้”

(ชาวดิจิทัลรุ่นใหม่ เชียงใหม่ อายุ 19-23 ปี)

“พอเพียงเป็นหลักคุณธรรมที่คนในนครพนมใช้นะ พอเพียง หมายถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล รวมถึงความจำเป็นที่จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีพอสมควร ต่อการกระทบใด ๆ คิดก่อนซื้อ คิดเสมอว่าสิ่งที่กำลังจะซื้อนั้นจำเป็นหรือไม่ ของที่มีอยู่แล้วยังใช้ได้ดีหรือเปล่า หากพิจารณาแล้วว่าไม่จำเป็นก็ไม่ต้องซื้อ และใช้ของเก่าให้คุ้มค่าก่อนไม่จำเป็นต้องกินของแพง หากนาน ๆ ครั้ง ให้รางวัลชีวิตกับตัวเองบ้างก็ไม่เป็นไร แต่ไม่ใช่ว่าต้องกินข้าวนอกบ้านทุกมื้อ ทำอาหารกินเองบ้าง ถูกกว่า ได้คุณค่าทางโภชนาการมากกว่าและยังสามารถเลือกสิ่งที่ดีให้กับสุขภาพของตัวเองได้ด้วย”

(ชาวดิจิทัลรุ่นใหม่ นครพนม อายุ 19-23 ปี)


✍️ การเรียนรู้ไม่ได้อยู่เพียงในสถาบันการศึกษา

ชาวดิจิทัลได้สร้างรูปแบบการเรียนรู้แบบใหม่ที่ไม่ยึดคิดแค่การเรียนในสถาบันการศึกษา พื้นที่การเรียนรู้ ได้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบและเพิ่มเติมขยายขอบเขตครอบคลุมทั้งในพื้นที่ทางกายภาพเดิม และพื้นที่บนโลกออนไลน์ที่กว้างไกลไม่มีที่สิ้นสุด พื้นที่การเรียนรู้เหล่านี้ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการการเปลี่ยนทักษะ ความรู้ วิธีคิด ตลอดจนพฤติกรรม

✍️ “ครู” กับ บทบาทใหม่ในฐานะ “ผู้สนับสนุน” การเรียนรู้

ในโลกปัจจุบันที่เต็มไปด้วยการลื่นไหลทางข้อมูลที่เกิดการแลกเปลี่ยนและแบ่งปันอยู่ตลอดเวลาบนโลกออนไลน์ อีกทั้งการย่อยของข้อมูลให้สั้นและกระชับเพื่อทำให้ง่ายต่อความเข้าใจก็กลายเป็นอีกหนึ่งคุณลักษณะของชาวดิจิทัลรุ่นใหม่ที่บ่งบอกว่า วิถีชีวิตของชาวดิจิทัลรุ่นใหม่นั้นย่างก้าวไปด้วยความรวดเร็ว การรับรู้ข่าวสารสามารถทำได้มากกว่าหนึ่งทางในเวลาเดียวกัน เป็นสิ่งหนึ่งชาวดิจิทัลรุ่นใหม่ต้องการ ดังนั้นครูจึงไม่ใช่ศูนย์กลางของข้อมูลอีกต่อไป

ครูจึงควรเปลี่ยนบทบาทจากคนให้ความรู้ (Knowledge Provider) เป็นผู้กระตุ้นการเรียนรู้ (Knowledge Facilitator) ผ่านการใช้สื่อการสอนรูปแบบต่าง ๆ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นกระบวนการคิดของนักศึกษามากกว่าใช้วิธีการท่องจำเหมือนรูปแบบการศึกษาเดิม

✍️ การไม่ยอมรับระบบการสั่งการจากบนสู่ล่าง

ชาวดิจิทัลระบุว่า วิธีบริหารจัดการองค์กรที่ไม่สอดคล้องกับบริบทการงานในปัจจุบันอีกต่อไปแล้วคือ การบริหารจัดการแบบ top-down ที่การทำงานอยู่ในกรอบของโครงสร้างองค์กรมากเกินไปนั้น อาจจะไม่ตอบโจทย์ในเรื่องการเพิ่มทักษะของชาวดิจิทัลอีกต่อไป


“จำไม่ได้ก็บ่นก็ว่า ต่อไปเรียนใน google น่าจะดีกว่า ถามอะไรก็ได้ รู้ทุกอย่าง ไม่บ่นด้วย”

(ชาวดิจิทัลรุ่นใหม่ กลุ่มอายุ 19-23 ปี)

ข้อมูลจากการสัมภาษณ์เจาะลึกพบว่าชาวดิจิทัลกลุ่มอายุตอนต้น (13-15 ปี) ตอนกลาง (16-18 ปี) และตอนปลาย (19-23 ปี) ทั้งในเขตกรุงเทพฯชั้นในและชั้นนอก จังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดนครพนม

ทั้งสามกลุ่มที่อยู่ในวัยกำลังศึกษามองว่ารูปแบบหนึ่งของการตอบแทนบุญคุณพ่อแม่และได้แสดงออกถึงความเป็นลูกกตัญญูคือการประสบความสำเร็จทางการศึกษาและการมีทรัพยากรที่สามารถสนับสนุนการตอบแทนบุญคุณพ่อแม่ในทางเศรษฐกิจ ได้แก่เงินและเวลา

ด้วยนิยามและค่านิยมในการตอบแทนบุญคุณบุพการีที่เปลี่ยนไปจึงมีผลให้ชาวดิจิทัลไทยรุ่นใหม่มีการแสดงออกถึงความฝัน ความกลัว และความหวังที่คล้ายคลึงกัน เช่น “ฝันที่จะได้เลี้ยงดูพ่อแม่” “กลัวการไม่ได้ทำตามความหวังของครอบครัว” “กลัวทำให้พ่อแม่เสียใจผิดหวัง” “กลัวจะทำผิดพลาด”

“การสั่งงานแบบ Top-down มันไม่ได้อีกต่อไปแล้ว มันปิดโอกาสการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ทุกวันนี้ โอเค ถ้าอย่างธุรกิจบางอย่างมันอาจจะได้แต่ว่าในส่วนใหญ่เนี่ย ในสมัยนี้คนเราพี่ว่าได้รับการศึกษา และการพัฒนามุมมอง มาในระดับนึงแล้วนะจนกระทั่งเรียนจบ ดังนั้นเนี่ยจะมาบอกเหมือนสมัยก่อนว่า ลูกน้อง ความรู้แกไม่เท่าฉันเงี้ย พี่ว่าสมัยเนี้ยทำไม่ได้แล้ว เพราะว่าสมัยก่อนที่เค้าใช้คำว่าอาบน้ำร้อนมาก่อน สมัยนี้มึงมีเครื่องทำน้ำร้อนแล้วอ้ะ เด็กแม่งก็ได้รับความร้อนมาพอ ๆ กับที่ผู้ใหญ่ได้…การบริหารงานแบบ Top-down เนี่ยพี่ว่ามันได้จบไปแล้วล่ะ มันเก่าไปแล้ว มันปิดโอกาสการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ”

(ชาวดิจิทัลรุ่นเก่า กลุ่มอายุ 24-38 ปี)

การสั่งงานแบบบนสู่ล่าง เป็นวัฒนธรรมองค์กรที่ไม่สามารถที่จะดึงดูดความสนใจให้กับชาวดิจิทัลได้อย่างเช่นที่ผ่านมา ด้วยทักษะที่เปลี่ยนแปลงไปของชาวดิจิทัล ทั้งในแง่ของการหาความรู้ได้ด้วยตัวเองผ่านนวัตกรรมทางเทคโนโลยีที่ทันสมัยและพร้อมที่จะเข้าถึงข้อมูลได้ตลอดเวลา และการมีความรวดเร็วในการทำงานมากขึ้น ซึ่งแตกต่างจากวิถีการทำงานแบบการสั่งการจากด้านบนสู่ด้านล่างอย่างสิ้นเชิง ที่ทุกอย่างจะต้องทำเป็นลำดับขั้นตอนอย่างช้า ๆ และคนทำงานที่อยู่ในระดับล่างก็ต้องรับคำสั่งจากคนที่อยู่ในระดับสูงกว่าไปปฏิบัติ โดยที่ไม่สามารถที่จะตั้งคำถามหรือแสดงความเห็นต่อคำสั่งเหล่านั้นได้

ดังนั้น การสร้างวัฒนธรรมองค์กรให้เหมาะสมกับชาวดิจิทัลจึงควรที่จะต้องปรับโครงสร้างองค์กรให้มีความยืดหยุ่นและรับมือต่อสถานการณ์ที่มีความเปลี่ยนแปลงได้ เพื่อเปิดพื้นที่ให้คนในองค์กรได้เปิดรับสิ่งใหม่ ๆ นำไปฝึกฝน และพัฒนาความรู้ทักษะของตัวเอง โดยทุกคนสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูล และความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ต่อกัน


“รัฐบาลคงวาดฝันอยากจะให้เราเป็นคนที่ไม่รู้เยอะ รู้เรื่องแค่ด้านหนึ่ง สมมติว่าเรื่องมันมีสัก 4 ด้านรัฐบาลให้เรารู้แค่ด้านเดียว ต้องรู้ด้านนี้นะไรงี้ เราก็เหมือนเป็นแค่หุ่นยนต์ที่ป้อนข้อมูลมาอย่างงี้ ๆ ไม่รู้เรื่องที่มันควรจะรู้ แสดงความคิดเห็นได้ แต่เขาก็ไม่รับฟังนะ”

(ชาวดิจิทัลรุ่นใหม่ กลุ่มอายุ 16-18 ปี)

รัฐบาลมีความคาดหวังในการปลูกฝังและบ่มเพาะให้เยาวชนไทยมีคุณลักษณะในอุดมคติโดยเฉพาะอย่างยิ่งความคาดหวังที่ต้องการให้เยาวชนไทยประสบความสำเร็จทางวิชาชีพ ซึ่งจากการศึกษาพบว่า ชาวดิจิทัลไทยรุ่นใหม่ที่ยังอยู่ในวัยเรียน ในสามพื้นที่การวิจัยรับรู้และตระหนักถึงความฝันและความคาดหวังของรัฐบาลที่มีต่อตนเองว่าอยากเป็นคนดี ปฏิบัติตามกรอบของศีลธรรมอันดีงาน และเป็นพลเมืองที่ดี ปฏิบัติตามที่รัฐบาลสั่งการ รักษาระเบียบวินัยรักษาระเบียบวินัยในสังคม และสามารถช่วยพัฒนาประเทศในหลาย ๆ ด้าน

อย่างไรก็ดี เยาวชนไทยกลุ่มที่เกิดและเติบโตมาพร้อม ๆ กับความเจริญทางด้านเทคโนโลยีอย่างใกล้ชิดหรือที่เรียกว่าชาวดิจิทัลไทยรุ่นใหม่ได้สะท้อนสภาพปัญหาเชิงโครงสร้างและความไม่พร้อมของสังคมไทยที่จะเอื้อหรือสนับสนุนให้พวกเขาได้ประสบความสำเร็จในการประกอบอาชีพตามที่เขาคาดหวังหรือฝันไว้


ผลกระทบที่ตามมาอีกประเด็นหนึ่ง คือ การสร้าง “ความเหลื่อมล้ำ” ในมิติทางสังคมรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งไม่เพียงแต่ความเหลื่อมล้ำอันเกิดจากการไม่สามารถเข้าถึงเครื่องมือหรือสื่อกลางด้านเทคโนโลยีเท่านั้น แต่หมายรวมถึงความเหลื่อมล้ำในการจัดการชีวิตอันได้รับผลกระทบจากปรากฏการณ์ดังกล่าวด้วยเช่นกัน

เพราะถึงแม้ประชากรในยุคนี้ต่างได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงอันเนื่องมาจากพัฒนาการทางเทคโนโลยีในรูปแบบที่ใกล้เคียงกันก็ตาม แต่ความสามารถและข้อจำกัดของแต่ละคนในการตอบสนองหรือรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับตนยังมีแตกต่างกันไปตามเงื่อนไขทางเศรษฐกิจและสังคม

จึงนับเป็นความเหลื่อมล้ำในอีกรูปแบบหนึ่งที่ไม่ควรมองข้ามอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อสังคมไทยกำลังถูกผลักดันให้เข้าสู่ “สังคม 4.0” ภายใต้นโยบาย “Thailand 4.0” ที่ถูกใช้เป็นโมเดลในการขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่ความมั่งคั่ง มั่นคง และยั่งยืน โดยกำหนดเป้าหมายให้ครอบคลุมทั้ง มิติด้านความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ ความอยู่ดีมีสุขทางสังคม การยกระดับคุณค่ามนุษย์ และการรักษ์สิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ ในทางปฏิบัติอาจไปถึงเป้าหมายดังกล่าวได้ยาก หากไม่ได้พิจารณาความเหลื่อมล้ำในประเด็นต่าง ๆ เพิ่มเติม