กลุ่ม Big data และดัชนีสังคมไทย>น- ปัจจัยทํานายการปฏิบัติของประชาชนไทยต่อผู้ที่เคยติดเชื้อหรือผู้ถูกกักกันและผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิด-19 (ระยะที่ 1)-นงเยาว์ เกษตร์ภิบาลและคณะ
น- ปัจจัยทํานายการปฏิบัติของประชาชนไทยต่อผู้ที่เคยติดเชื้อหรือผู้ถูกกักกันและผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิด-19 (ระยะที่ 1)-นงเยาว์ เกษตร์ภิบาลและคณะ
ผู้วิจัย : ศ.ดร.นงเยาว์ เกษตร์ภิบาล และคณะ   โพสต์ เมื่อ 13 เมษายน 2021

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทำนาย โดยทำการศึกษาทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยทำนายการปฏิบัติของประชาชนไทยต่อผู้ที่เคยติดเชื้อหรือผู้ถูกกักกัน และผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิด-19 กลุ่มตัวอย่างคือ ประชาชนที่อาศัยอยู่ใน 5 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี เชียงใหม่ นครราชสีมา และยะลา การวิจัยระยะที่ 1 เป็นการศึกษานำร่อง ใช้ระยะเวลา 2 เดือน ระหว่างเดือนสิงหาคม ถึงกันยายน 2563 เก็บรวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้แบบสอบถามประชาชนที่อาศัยอยู่ในชุมชน จำนวน 220 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบสเปียร์แมน

ผลการวิจัย พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาเมื่อออกจากบ้านร้อยละ 92.7 มีแอลกอฮอล์ทำความสะอาดมือพอใช้ร้อยละ 81.4 พกแอลกอฮอล์ทำความสะอาดมือทุกครั้งที่ออกจากบ้านร้อยละ 83.6 มีหน้ากากอนามัยพอใช้ร้อยละ 80.0 แต่เว้นระยะห่างจากบุคคลอื่น 1-2 เมตรตลอดเวลาร้อยละ 78.6 และเว้นระยะห่างจากสมาชิกในครอบครัว 1-2 เมตรตลอดเวลาเพียงร้อยละ 55.5 กลุ่มตัวอย่างมีความคิดเห็นต่อสิ่งแวดล้อมที่มีผลต่อการปฏิบัติการป้องกันโรคโควิด-19 ต่อผู้ที่เคยติดเชื้อโรคโควิด-19 และต่อผู้ถูกกักกันอยู่ในระดับสูงมากที่สุดร้อยละ 60.9 เท่ากัน กลุ่มตัวอย่างมีการปฏิบัติการป้องกันโรคโควิด-19 ที่ถูกต้องต่อผู้ที่เคยติดเชื้ออยู่ในระดับปานกลางร้อยละ 45.0 และมีการปฏิบัติการป้องกันโรคโควิด-19 ที่ถูกต้องต่อผู้ถูกกักกันอยู่ในระดับปานกลางร้อยละ 50.5 กลุ่มตัวอย่างมีความรู้เกี่ยวกับโรคโควิด-19 อยู่ในระดับปานกลางมากที่สุดร้อยละ 61.4 กลุ่มตัวอย่างมากกว่าร้อยละ 50 มีทัศนคติทางลบต่อผู้ที่เคยติดเชื้อโรคโควิด-19 และต่อผู้ถูกกักกัน โดยมีความเห็นว่าผู้ที่เคยติดเชื้อโรค  โควิด-19 และผู้ที่ถูกกักกันได้รับเชื้อหรือมีโอกาสได้รับเชื้อจากการไปในสถานที่อโคจร และจากการประกอบอาชีพ  ที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีการรับรู้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับโรคโควิด-19 อยู่ในระดับสูงร้อยละ 79.1 กลุ่มตัวอย่างมีการรับรู้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับโรคโควิด-19 จากสื่อออนไลน์มากที่สุดร้อยละ 70.9 รองลงมาคือสื่อโทรทัศน์ร้อยละ 59.5 บุคลากรสุขภาพร้อยละ 55.0 อสม./อาสาสมัครสาธารณสุข (อสส.) ร้อยละ 50.5 และสมาชิกในครอบครัวร้อยละ 50.0 กลุ่มตัวอย่างมีความคิดเห็นในภาพรวมเกี่ยวกับผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิด-19 อยู่ในระดับสูงมากที่สุดร้อยละ 48.6 และผลกระทบจากนโยบายหรือมาตรการของรัฐบาลอยู่ในระดับปานกลาง   มากที่สุดร้อยละ 46.9 โดยพบว่ากลุ่มตัวอย่างมีความเห็นว่าได้รับผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจจากการระบาดของโรคโควิด-19 และจากนโยบายหรือมาตรการของรัฐบาลอยู่ในระดับสูงมากที่สุดร้อยละ 72.7 รองลงมาคือ ได้รับผลกระทบทางด้านจิตใจจากการระบาดของโรคโควิด-19 และจากนโยบายหรือมาตรการของรัฐบาล อยู่ในระดับสูง มากที่สุดร้อยละ 76.0 และ 69.5 ตามลำดับ นอกจากนี้ พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีภาวะวิตกกังวลจากการระบาดของโรคโควิด-19 อยู่ในระดับรุนแรงมากสูงถึงร้อยละ 20.9 และอยู่ในระดับรุนแรงร้อยละ 5.0 กลุ่มตัวอย่างมีความเครียดจากการระบาดของโรคโควิด-19 อยู่ในระดับรุนแรงมากสูงถึงร้อยละ 10.0 และอยู่ในระดับรุนแรงร้อยละ 11.4  กลุ่มตัวอย่างมีภาวะซึมเศร้า จากการระบาดของโรคโควิด-19 อยู่ในระดับรุนแรงมากสูงถึงร้อยละ 17.3 และอยู่ในระดับรุนแรงร้อยละ 4.5

นอกจากนี้ พบว่า สิ่งแวดล้อมที่มีผลต่อการปฏิบัติการป้องกันโรคโควิด-19 ต่อผู้ที่เคยติดเชื้อโรคโควิด-19 และผู้ถูกกักกัน มีความสัมพันธ์กับการปฏิบัติการป้องกันโรคโควิด-19 ในระดับปานกลาง (r=0.437, p<0.001; r=0.449, p<0.001) และการรับรู้เกี่ยวกับโรคโควิด-19 มีความสัมพันธ์กับการปฏิบัติการป้องกันโรคโควิด-19 ต่อผู้ที่เคยติดเชื้อโรคโควิด-19 และผู้ถูกกักกัน ในระดับต่ำ (r=0.240, p<0.001; r=0.322, p<0.001)

สรุป กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีการปฏิบัติการป้องกันโรคโควิด-19 ต่อผู้ที่เคยติดเชื้อโรคโควิด-19 และต่อผู้ถูกกักกันอยู่ในระดับปานกลาง กลุ่มตัวอย่างได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ เศรษกิจ และพบว่ากลุ่มตัวอย่างบางส่วนมีภาวะวิตกกังวล ความเครียด และภาวะซึมเศร้าในระดับรุนแรงมาก 

This predictive mixed quantitative and qualitative study aimed to examine factors predicting how the Thai population would treat people with COVID-19 (PWCOVID-19)  and people in quarantine. This study also looked at the impact of the COVID-19 outbreak. The sample included people living in five provinces: Bangkok, Chonburi, Chiang Mai, Nakorn Ratchasima, and Yala. This pilot study was phase I of a larger study and was conducted from August to September 2020. Quantitative data were collected from 220 people using a questionnaire. Data were analyzed using descriptive statistics and Spearman rank correlation coefficient statistics.

The findings of this study revealed that most participants always wore a mask when leaving their homes (92.7%), had adequate alcohol hand sanitizer (81.4%), carried alcohol hand sanitizer when they left their homes (83.6%), had an adequate supply of masks (80.0%), and always maintained a social distance of 1-2 meters from others (78.6%) and from family members (55.5%). The participants felt that the social environment highly impacted preventive practices for COVID-19, as well as for PWCOVID-19 and people in quarantine (60.9% equally). Participants engaged in preventive practices that would provide a moderate level of protection when interacting with PWCOVID-19 (45.0%) and people in quarantine (50.5%). Most participants had a moderate level of knowledge about COVID-19 (61.4%). More than half had negative attitudes towards PWCOVID-19 and people in quarantine. Participants generally felt that PWCOVID-19 and those in quarantine may have contracted or potentially contracted COVID-19 by going to places they should have avoided (57.3%) and from working in occupations with high risk for COVID-19 (50.5%). Most participants had high levels of knowledge about COVID-19 (79.1%) and received information about COVID-19 from social media (70.9%), television (59.5%), health care personnel (55.0%), village health volunteers/ health volunteers (50.5%), and family members (50.0%). Most participants felt that they were highly impacted by the COVID-19 outbreak (48.6%) and by government policies/regulations in response to COVID-19 (46.9%). People felt that the biggest impact of the COVID-19 outbreak and the resulting government policies/regulations were to the economy (72.7% equally), followed by mental health (76.0%, 69.5%). Participants experienced the following mental health problems as a result of the COVID-19 outbreak: very severe anxiety (20.9%) or severe anxiety (5.0%), very severe stress (10.0%) or severe stress (11.4%), or very severe depression (17.3%) or severe depression (4.5%). The social environmental moderately impacted COVID-19 prevention practices regarding PWCOVID-19 and people in quarantined people (r=0.437, p<0.001; r=0.449, p<0.001) and awareness of COVID-19 had a low impact on PWCOVID-19 and people in quarantined people (r=0.240, p<0.001; r=0.322, p<0.001).

In summary, most participants had moderate levels of using correct COVID-19 preventive practices when interacting with PWCOVID-19 and people in quarantine. COVID-19 has has left participants with economic burdens, and very severe anxiety, stress, and depression.