กลุ่มการศึกษาและเรียนรู้ตลอดชีวิต>บ- การพัฒนาอภิปัญญาของนักเรียนไทย 4.0 : การศึกษานำร่อง วิชาภาษาไทย-บุญรอด โชติวชิรา
บ- การพัฒนาอภิปัญญาของนักเรียนไทย 4.0 : การศึกษานำร่อง วิชาภาษาไทย-บุญรอด โชติวชิรา
ผู้วิจัย : ผศ.ดร.บุญรอด โชติวชิรา   โพสต์ เมื่อ 13 เมษายน 2021

งานวิจัยเรื่อง “การพัฒนาอภิปัญญาของนักเรียนไทย 4.0 : การศึกษานําร่องวิชาภาษาไทย” มีวัตถุประสงค์ 4 ข้อ คือ 1) เพื่อศึกษาองค์ความรู้เกี่ยวกับการพัฒนาอภิปัญญาในการเรียนการสอนภาษาไทย 2) เพื่อศึกษาแนวทางการใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการเพื่อส่งเสริมนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูภาษาไทยในการพัฒนาอภิปัญญาของนักเรียน 3) เพื่อประเมินอภิปัญญาของนักเรียนในวิชาภาษาไทย และ 4) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของอภิปัญญาและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนในวิชาภาษาไทย งานวิจัยนี้เป็นการใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการเพื่อส่งเสริมนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูเพื่อการพัฒนาอภิปัญญาและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทยของนักเรียนในระดับมัธยมศึกษา โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่สนใจเข้าร่วมโครงการจํานวนทั้งสิ้น 5 คน โดยนักเรียนที่สนใจเข้าร่วมโครงการฯ มาจากชั้นเรียนที่นักศึกษากลุ่มเป้าหมายคนละ 1 ห้องเรียน ประมาณห้องเรียนละ 45 คน รวมทั้งสิ้น 225 คนจากโรงเรียนที่ทางคณะศึกษาศาสตร์ได้ส่งไปฝึกประสบการณ์ในปีการศึกษา 2562 ในเขตจังหวัดเชียงใหม่หรือใกล้เคียง เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ 1) ตารางการสังเคราะห์งานวิจัยเกี่ยวกับอภิปัญญาด้านการสอนภาษาไทย 2) แผนการจัดการอบรมปรับความรู้ให้แก่นักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูและครูพี่เลี้ยง 3) แบบตรวจสอบคุณภาพของแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้กลวิธีอภิปัญญาของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู 4) แบบนิเทศการสอนโดยใช้กลวิธีอภิปัญญาของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู 5) แบบสะท้อนคิดของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู 6) แบบวัดและประเมินอภิปัญญาของนักเรียน 7) แบบสังเกตอภิปัญญาของนักเรียน 8) แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน 9) แบบสะท้อนคิดของนักเรียนที่เรียนโดยใช้กลวิธีอภิปัญญา และ 10) แบบสัมภาษณ์นักเรียน

ผู้วิจัยได้ออกแบบและวางแผนเกี่ยวกับแนวทางการใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการหรือ Action Research เพื่อส่งเสริมนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูวิชาภาษาไทยในการพัฒนาอภิปัญญาของนักเรียนซึ่งแนวคิดเกี่ยวกับการวิจัยเชิงปฏิบัติการที่ใช้ในงานวิจัยตามที่ได้เสนอไปในข้อเสนอการวิจัย คือ การใช้วงจร PAOR หรือ Plan-Act-Observe-Reflect ในการพัฒนานักศึกษาที่แบ่งออกเป็น 3 วงจร

ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้

  1. สรุปผลการสังเคราะห์ข้อมูลงานวิจัยเชิงคุณภาพที่ศึกษาเกี่ยวกับการพัฒนาอภิปัญญาในชั้นเรียนภาษาทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ได้ข้อมูลครบทั้ง 3 ประเด็นคือ ประเด็นกรอบแนวคิดอภิปัญญาในชั้นเรียนภาษาไทย ประเด็นการใช้กลยุทธ์อภิปัญญาในชั้นเรียนภาษาไทย และประเด็นการวัดและการประเมินอภิปัญญาของผู้เรียนในชั้นเรียนภาษาไทย
  2. ผลการศึกษาแนวทางการใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการหรือ Action Research เพื่อส่งเสริมนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูวิชาภาษาไทยในการพัฒนาอภิปัญญาของนักเรียน ซึ่งแนวคิดเกี่ยวกับการวิจัยเชิงปฏิบัติการที่ใช้ในงานวิจัยตามที่ได้เสนอไปในข้อเสนอการวิจัย คือ การใช้วงจร PAOR หรือ Plan-Act-Observe-Reflect ในการพัฒนานักศึกษาที่แบ่งออกเป็น 3 วงจร
  3. ผลการประเมินอภิปัญญาของนักเรียนในวิชาภาษาไทย เมื่อพิจารณาจากคะแนนรวมพบว่า นักเรียนมีคะแนนอภิปัญญาโดยรวมเฉลี่ยหลังเรียนคือ 3.99 คิดเป็นร้อยละ 79.80 จากคะแนนทั้งหมด ในรายละเอียดพบว่า ด้านความรู้เกี่ยวกับการรู้คิด นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยของอภิปัญญาเพิ่มขึ้นจากก่อนเรียนและหลังเรียน และด้านการกํากับการรู้คิด นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยของอภิปัญญาเพิ่มขึ้นจากก่อนเรียนและหลังเรียน ทั้งนี้ได้ค่า Effect Size (d) โดยภาพรวมเท่ากับ 0.31 ถือว่าคะแนนเพิ่มขึ้นในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาองค์ประกอบด้านความรู้เกี่ยวกับการรู้คิด (d = 0.29) พบว่าเพิ่มขึ้นในระดับต่ํา ในขณะที่ด้านการกํากับการรู้คิด (d = 0.33) พบว่าเพิ่มขึ้นในระดับปานกลาง
  4. สรุปผลการศึกษาความสัมพันธ์ของอภิปัญญาและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนในวิชาภาษาไทย ทั้ง 5 โรงเรียน เมื่อพิจารณาโดยภาพรวมพบว่า สําหรับความสัมพันธ์ของอภิปัญญาและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนในชั้นเรียนภาษาไทยนั้น พบว่าค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างอภิปัญญาและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนในชั้นเรียนของนักศึกษาวิชาเอกภาษาไทยทั้ง 5 คนที่เข้าร่วมโครงการนี้อยู ่ในช่วง 0.25 – 0.68 (ต่ำถึงปานกลาง) จากผลที่ได้อาจกล่าวได้ว่าในภาพรวมค่าความสัมพันธ์ของอภิปัญญาและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนในชั้นเรียนวิชาภาษาไทยมีแนวโน้มของระดับความสัมพันธ์คือระดับต่ํา

The purposes of this study were (1) to investigate the body of knowledge about the development of metacognition in teaching and learning Thai language; (2) to examine the guidelines for action research by promoting student teachers to develop the students’ metacognition in secondary schools; (3) to assess the students’ metacognition, and (4) to determine the relationship between the students’ metacognition and learning achievement. The study used action research for encouraging student teachers to enhance the students’ metacognition and learning achievement. The participants were five student teachers from the Faculty of Education, Chiang Mai University, and 225 secondary school students obtained by selecting one classroom (approximately 45 students) from each school where the student teachers practiced teaching in 2019. Those schools were in Chiang Mai and other nearby provinces. The data collection tools included: (1) a synthesis matrix of research relating to metacognition in teaching Thai language; (2) a training plan of knowledge adjustment provided for student teachers and associate teachers; (3) a qualitative checklist of lesson plans using metacognitive strategies; (4) a classroom observation form using metacognitive strategies; (5) a reflection form for the student teachers; (6) evaluation and assessment forms of metacognition for secondary school students; (7) an observation form of the students’ metacognition; (8) an evaluation form of the learning achievement for secondary school students; (9) a reflection form of the students who were treated by metacognitive strategies in the classroom, and (10) an interview form for the students.

The researcher designed and planned the guides for action research in order to promote student teachers, who practiced teaching Thai language, to enhance the students’ metacognition. To develop student teachers, the concept of action research, PAOR (Plan-Act-Observe-Reflect), was applied and divided into three cycles.

The results of this study found the following aspects:

  1. The result of synthesizing the data from the qualitative research relating to the development of metacognition in language classrooms (both in Thailand and other countries) revealed that there were three subjects: 1. the metacognitive framework in the Thai language classroom, 2. implementation of metacognition strategies in the Thai language classroom, and 3. an evaluation-assessment of the metacognition for secondary school students who participated in this study.
  2. The result of investigating the guidelines for action research indicated that the concept of action research, Plan-Act-Observe-Reflect (PAOR), was utilized to develop student teachers and it was divided into three cycles.
  3. The result of the assessment relating to the students’ metacognition in Thai language revealed that the average scores of the metacognition after learning were 3.99 (79.80%). This suggested that the scores of metacognitive knowledge and metacognitive regulation had increased after learning. The overall scores of the effect size (d), however, were 0.31, which increased moderately. This was also true for the scores of metacognitive regulation (d = 0.33), whereas the scores of metacognitive knowledge (d = 0.29) suggested that the scores were lower.
  4. The result of the relationship between the students’ metacognition and learning achievement suggested that the overall scores of the correlation coefficient between the students’ metacognition and learning achievement were 0.25 – 0.68 (lower to moderate). This revealed that the relationship between the students’ metacognition and learning achievement in Thai language classrooms tended to be lower.