กลุ่มนโยบายสาธารณะและกฎหมาย>ศ- โครงการโมเดลทางเลือกในการพัฒนาคนไทย 4.0 บนพื้นที่สูงในภาคเหนือตอนบน-ศิริพร กิรติการกุล และคณะ
ศ- โครงการโมเดลทางเลือกในการพัฒนาคนไทย 4.0 บนพื้นที่สูงในภาคเหนือตอนบน-ศิริพร กิรติการกุล และคณะ
ผู้วิจัย : รศ.ดร.ศิริพร กิรติการกุล และคณะ   โพสต์ เมื่อ 13 เมษายน 2021

โครงการนี้พยายามเสนอตัวอย่างโมเดลทางเลือกในการพัฒนาบนพื้นที่สูงที่สอดรับกับบริบทและความหลากหลายของพื้นที่ โดยใช้วิธี Rapid appraisal วิเคราะห์ศักยภาพในท้องถิ่นและสแกนพืช สัตว์ และประมง 82 รายการ เพื่อนํามาพัฒนาฐานข้อมูลต้นทุน-ผลตอบแทน การศึกษาได้วิเคราะห์ด้วยเทคนิคที่หลากหลายได้แก่ Cost Benefit Analysis, Linear Programming, Focus Group Meetings, In-depth Interview, Personas และ Design Thinking จากการศึกษามีข้อค้นพบสําคัญ คือ

1. น่านมีพื้นที่เหมาะสมต่อการเกษตรจํากัด พื้นที่เกษตรอยู่ที่สูงแต่น้ําอยู่ที่ลุ่ม ต้นทุนคมนาคมสูงและเงื่อนไข คทช. ส่งผลให้การพัฒนาสินค้าเกษตรมีต้นทุนสูง และต้องการการจัดการดินและน้ําอย่างเป็นระบบ

2. เกษตรกรก่อหนี้เพื่อจุนเจือการบริโภคในครัวเรือน แม้ว่าบางรายสามารถใช้หนี้ได้แต่ส่วนใหญ่เป็นหนี้ตลอดชีวิต โดยมีกรมธรรม์เป็นหลักประกันการชําระหนี้

3. แม้ว่าทางเลือกเกี่ยวกับระบบเกษตรมีมากมายและหลากหลาย แต่ด้วยเงื่อนไขทางกายภาพและเศรษฐกิจครัวเรือนทําให้ทางเลือกเหลือน้อย การตัดสินใจของเกษตรต้องการข้อมูลผลตอบแทนและต้นทุนที่ชัดเจน ทราบขนาดเงินลงทุน (หนี้สิน) และต้องให้ได้รายได้ไม่น้อยกว่า 1 แสนบาท/ปี/ครัวเรือน

4. ข้าวโพด เป็นทางเลือกที่ลงทุนน้อย รายได้ดีและมีความเสี่ยงด้านตลาดต่ําที่สุด แต่ต้องใช้พื้นที่มากและใช้วิธีการเผาหลังเก็บเกี่ยวที่ทําลายสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ เพื่อให้มีรายได้ระดับเดียวกับข้าวโพดกัญชง (ผลิตเส้นใย) หม่อน และกล้วยน้ําว้า เป็นสามทางเลือกที่ดีที่สุด และยังใช้พื้นที่น้อยกว่า ส่วนไม้ผลต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3 ปีและลงทุนสูง สําหรับการปลูกพืชผสมผสานที่เหมาะสมควรมี 2 ชนิด เนื่องจากจะมีรายได้คุ้มค่ากับการลงทุน สําหรับปศุสัตว์อย่างแพะและไก่พื้นเมืองแม้ว่าใช้พื้นที่น้อยแต่ใช้เงินลงทุนสูง

5. ในพื้นที่ลุ่มน้ําหนึ่งและสอง กรณีที่มีป่าอยู่แล้ว 

  • 5.1 ไม่มีพืชเศรษฐกิจที่จะสามารถแซมลงไปในป่าเพื่อหารายได้ได้ในปีแรกที่จะทําให้ครัวเรือนมีชีวิตดีขึ้น
  • 5.2 หากต้องการสร้างรายได้ในปีแรก ต้องเลี้ยงไก่พื้นเมือง 4 รุ่น/ปี(รุ่นละ 400 ตัว) จะใช้เงินลงทุน 58,000 บาท สร้างรายได้สุทธิเท่ากับ 48,000 บาท
  • 5.3 พืชที่ปลูกใต้ป่าได้ดีที่สุด แต่ต้องรอ 2 ปีจึงจะได้รายได้ได้แก่ หวาย ผักหวาน บุก สร้างรายได้ได้ 98,000 95,000 และ 49,000 บาท/ปีตามลําดับ โดยใช้เงินลงทุนไม่เกิน 100,000 บาท

6. ในพื้นที่ลุ่มน้ําหนึ่งและสอง กรณีที่ปลูกพืชไปพร้อมๆ กับปลูกไม้ป่ามีทางเลือกค่อนข้างจํากัด ทางเลือกที่ดีที่สุด 3 ลําดับแรก ได้แก่

  • 6.1 กล้วยน้ําว้า สามารถเก็บเกี่ยวได้ภายใน 1 ปีปลูกคละกับป่าในพื้นที่ 20 ไร่ (2,400 ต้น) ลงทุนและบํารุงรักษา 92,000 บาท ได้รับรายได้สุทธิ84,000 บาท/ปี
  • 6.2 มะขามเปรี้ยว จะเก็บเกี่ยวได้ภายใน 3 ปีปลูก 16 ต้น/ไร่ ในพื้นที่ 20 ไร่ (320 ต้น) ลงทุนและบํารุงรักษา 64,000 บาท ได้รายได้126,000 บาท/ปี
  • 6.3 มะไฟจีน จะเก็บเกี่ยวได้ภายในปีที่ 4 ปลูกแซมป่า 20 ไร่ (188 ต้น) ลงทุน 100,000 บาทได้รายได้ 135,000 บาท/ปี

7. พื้นที่ลุ่มน้ําสาม สี่และห้า

  • 7.1 การเพาะปลูกในลุ่มน้ํานี้ไม่มีข้อจํากัดในเรื่องพืช ระบบเกษตรที่สร้างรายได้สูงกว่าพืชเชิงเดี่ยวและระบบที่สร้างรายได้สูงสุดต่อพื้นที่ 20 ไร่ ได้แก่กัญชง (ผลิตเส้นใย) หญ้าเนเปียร์หม่อน กล้วยน้ําว้า โกโก้และกาแฟ
  • 7.2 การผลิตพืชใหม่กัญชง (ผลิตเส้นใย) และหญ้าเนเปียร์ต้องสร้างตลาดใหม่ส่วนโกโก้ต้องการน้ํากาแฟต้องการความสูงของพื้นที่ปลูก ดังนั้น กล้วยน้ําว้ามีความพร้อมมากที่สุด และมีห่วงโซ่อุปทานอยู่บ้างแล้วแต่ต้องมีการแปรรูปมากขึ้น

สําหรับทางเลือกการพัฒนาระดับโครงการต้องสร้างแรงจูงใจโดย

  1. การจ่ายค่าคืนพื้นที่ 5,000 บาท/ไร่ ควรทยอยจ่ายในลักษณะของการปลูกและดูแลป่า คือ ค่าปลูกและดูแลป่าในปีแรก 2,000 บาท/ไร่ ค่าปลูกซ่อมและดูแลป่าในปีที่สองและสามปีละ 1,500 บาท/ไร่ ตามลําดับ ทั้งนี้ในพื้นที่นี้จะไม่มีการปลูกพืชเกษตร
  2. เกษตรกรเลือกปลูกข้าวโพดเพราะได้สินเชื่อง่าย จึงสามารถนําเงินในอนาคตมาใช้เพื่ออุปโภคบริโภคได้ก่อน ดังนั้น ในช่วงเปลี่ยนผ่านอาจจะต้องยอมให้ปลูกข้าวโพด แต่ต้องใช้วิธีไม่เผาในพื้นที่ คทช.ควรต้องให้แรงจูงใจทําเกษตรไม่เผาสําหรับข้าวโพดในสามปีแรกที่เป็นช่วงเปลี่ยนผ่าน โดยมีเงินสนับสนุนข้าวโพดไม่เผากิโลกรัมละ 2 บาท โดยเฉลี่ย 1 ไร่จะได้ประมาณ 1,400 บาท/ไร่
  3. การเปลี่ยนพืช เกษตรกรต้องเลือกเองตามศักยภาพของตน
  4. การสนับสนุนการจัดการน้ําเป็นโอกาสลดความเสี่ยงและเพิ่มทางเลือกของเกษตรกร
  5. การสนับสนุนด้านการปรับโครงสร้างสินเชื่อจะจําเป็นสําหรับเกษตรกรกลุ่มที่มีหนี้สะสมสูงมาก

This project has endeavored to provide alternative models for upland development. These models are compatible with the context and variety of areas. The Rapid appraisal was used to analyze the potential of communities. In addition, a scan of 82 plants, animals, and fishes to develop the cost and return data for investment was carried out. Various tools included Cost Benefit Analysis, Linear Programming, Focus Group Meetings, In-depth Interview, Personas, and Design Thinking. The main findings were as follows:

1. Nan has a limited land for agricultural activities. Lands for agriculture are located uphill while the water supply is far downhill. High cost of logistics and transportation as well as the rules under National Land Policy Committee (NLPC) result in high cost of agricultural products. In addition, good governance in soil and water is required. 

2. Farmers are in debt due to daily household consumption. Some can pay off the debt, while most are in debt for the whole of their lives with a mortgaged property/collateral for repayment.

3. Although there are many choices of agricultural systems, the limitations of physical features of the land and socio-economic situation of farmers lead to fewer options. The decision of farmers depends on the clear data of cost and return for investment. They would like to know how much they need to invest (loan) to generate income at least 100,000 Thai Baht/year/household.

4. Corn is the priority because of good income and low risk in marketing; however, this plant depends upon large areas of land and subsequent burning after post-harvest. This is detrimental to the environment and public health. To find similar levels of income from corn cultivation, three alternative plants including hemp (for clothes and textile fibers), Mulberry, cultivated banana (Namwa) might be suitable with less land degradation. Fruit trees need a high investment and takes at least three years to gain an income. The applicable companion plants or agroforest should have two types to gain an appropriate profit. For livestock, like goat and native chicken, although less land is needed, high investment is committed.

5. In sites one and two, where there are forests,

a. There is no economical crop which can be planted in the forest to gain additional income in the first year to provide households with a better standard of living.

b. If farmers would like to earn an income in the first year, they must raise native chicken (four crops/year: 400 chicken/crop). This requires 58,000 Baht for investment and expected profit is 48,000 Baht.

c. The best companion crops in agroforest take two years to provide an additional income including Rattan palms, sweet leaf (Phak wan), and Konjac. These crops could provide an income of 98,000 95,000 and 49,000 Baht/year, respectively with not more than 100,000 Baht investment.

6. In sites one and two, in cases using agroforestry, there are a few options. The first three priorities include:

a. The cultivated banana (Namwa) can be harvested within one year and it can be assorted planting within an agroforestry area (2,400 banana trees in 20 Rai). The investment and maintenance cost are approximately 92,000 Baht while the expected profit 84,000 Baht/year,

b. The sour tamarind will be harvested after three years: planting 16 tamarinds/Rai in 20 Rai (320 Trees). The investment and maintenance costs are approximately 64,000 Baht while the expected profit 126,000 Baht/year,

c. The Wampee will be harvested after four years. This plant will be a companion plant in agroforestry (188 trees in 20 Rai). The investment and maintenance costs iare approximately 100,000 Baht while the expected profit is 135,000 Baht/year,

7. In sites, three, four, and five

a. There are no constraints on plant culture in these sites. Agricultural systems with a better return than mono-cultivation are hemp (for clothes and textile fibers), Napier Grass, Mulberry, cultivated banana (Namwa), Cacao and coffee tree,

b. There is a need to generate a new market for the development of new potential economic crop. Cacao production needs a good water supply while coffee trees need land with a high elevation. Thus, cultivated banana (Namwa) is the most appropriate since there is some supply chain. However, various aspects of post processing are required to be studied.

The success of the project for this alternative development depends on developing motivation as follows:

  1. The 5,000 Baht/Rai for area reimbursement, gradually paid in installments for planting and taking care of forest; 2,000 Baht/Rai in the first year and 1,500 Baht/Rai in the second and third year. There is no crop cultivation in this area,
  2. As farmers decide to grow corn due to easy access to a loan, they can allocate some of the loan for daily consumption. In the interim, corn can be cultivated; however, there is no burning in a restricted area (NLPC). Farmers should be encouraged not to burn the cultivated and harvested areas in the first three years through a subsidy, two baht/kg of corn without burning activities, approximately 1,400 Baht/Rai,
  3. The plant replacement: farmers must select their own depending on their potential,
  4. Water governance and support are required to reduce the risk and increase opportunities for alternative planting for farmers,
  5. The credit or loan restructure is needed for farmers who have a high accumulated debt.