กลุ่มนวัตกรรมทางสังคม>ร-การจัดการทรัพยากรประมงอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน: การจัดสรรทรัพยากรกันเองหรือการกํากับด้วยกฎระเบียบ?- เรวดี จรุงรัตนาพงศ์
ร-การจัดการทรัพยากรประมงอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน: การจัดสรรทรัพยากรกันเองหรือการกํากับด้วยกฎระเบียบ?- เรวดี จรุงรัตนาพงศ์
ผู้วิจัย : ผศ.ดร. เรวดี จรุงรัตนาพงศ์ และคณะ   โพสต์ เมื่อ 03 พฤษภาคม 2022

การทําประมงพื้นบ้านเป็นอาชีพที่มีความสําคัญต่อการบรรเทาความยากจน แต่ชาวประมงกลุ่มนี้กําลังได้รับภัยคุกคามทั้งจากผลของการจับปลาเกินขนาดและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งนี้ชาวประมงส่วนใหญ่ในประเทศไทยเป็นชาวประมงพื้นบ้าน โดยเรือประมงพื้นบ้านคิดเป็นประมาณร้อยละ 80 เรือประมงทั้งหมด ซึ่งชีวิตความเป็นอยู่ของชาวประมงพื้นบ้านนั้นขึ้นอยู่กับทรัพยากรประมงที่จับได้เพราะนอกจากจะเป็นแหล่งรายได้แล้วยังเป็นแหล่งอาหารที่สําคัญ การหาทางแก้ปัญหาของภาครัฐในการควบคุมการจับสัตว์น้ําสําหรับประมงพื้นบ้านนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะชาวประมงพื้นบ้านพึ่งพาทรัพยากรประมงทะเลทั้งในบริบทของสังคมและเชิงนิเวศ จากปัญหาดังกล่าวจึงเป็นที่มาของการศึกษานี้ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อทําความเข้าใจกับพฤติกรรมการตอบสนองของชาวประมงพื้นบ้านภายใต้มาตรการต่างๆ ด้วยการใช้วิธีการศึกษาที่เรียกว่า Field experiment ในรูปของการทดลองทรัพยากรร่วม (common-pool resource (CPR) experiment) กับชาวประมงพื้นบ้านจํานวน 540 รายในจังหวัดนครศรีธรรมราช ผลการศึกษาพบว่า 1) มาตรการโควตาทั้ง 2 มาตรการทั้งกรณีโอกาสสูงที่จะถูกลงโทษและโอกาสต่ําที่จะถูกลงโทษถ้าจับเกินโควตาเป็นมาตรการที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืนมากกว่ามาตรการการจัดสรรทรัพยากรกันเอง ซึ่งอาจเป็นเพราะชุมชนที่เป็นกลุ่มตัวอย่างไม่มีความเข็มแข็งเพียงพอที่จะตกลงกันเองในการจัดสรรทรัพยากรประมง ดังจะเห็นได้จากข้อมูลจากการประชุมกลุ่มย่อยที่ชาวประมงส่วนใหญ่มีความเห็นว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะให้มีการให้โควตาในระดับชุมชน เพราะมองว่าคงไม่สามารถตกลงกันได้ 2) มาตรการโควตาที่มีโอกาสในการถูกลงโทษที่สูงขึ้นจะช่วยให้มีการแบ่งรายได้ในกลุ่มชาวประมงให้มีความเท่าเทียมมากขึ้น และ 3) มาตรการโควตาที่มีการตรวจตราผู้กระทําผิดที่มากขึ้น (ซึ่งหมายถึงโอกาสที่ผู้กระทําผิดจะถูกจับจากการจับเกินโควตาที่มากขึ้นด้วย) จะส่งผลให้โอกาสในการจับปลาจนหมดสต๊อกลดลง ซึ่งหมายความว่า มาตรการโควตาต้องมาพร้อมกับระบบการตรวจตราที่มีประสิทธิภาพเพียงพอจึงจะรับประกันได้ว่าสต๊อกของปลาจะไม่หมดลงในอนาคต นอกจากนี้การศึกษานี้ยังพบว่า การให้ความรู้กับชาวประมงถึงการเกิดใหม่ของทรัพยากรประมงทะเลว่ามีการเกิดขึ้นอย่างไร โดยการทําความเข้าใจการเกิดใหม่ของทรัพยากรประมงทะเลว่าจะมากน้อยเพียงไรนั้นขึ้นอยู่กับสต๊อกของทรัพยากรประมงทะเลในปัจจุบัน จะช่วยป้องกันไม่ให้มีการใช้ทรัพยากรจนหมดสิ้นในอนาคตได้ อย่างไรก็ตาม จากข้อสรุปของการศึกษานี้ที่สนับสนุนมาตรการโควตาว่าเป็นมาตรการที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืนมากกว่านั้นควรตีความของผลการศึกษานี้ด้วยความระมัดระวัง เพราะเป็นเพียงผลการศึกษาเดียวในประเทศไทย ซึ่งอาจไม่ได้หมายความว่าผลการศึกษาดังกล่าวจะสามารถประยุกต์ใช้กับชาวประมงในประเทศไทยได้ทั้งหมด เพราะความเป็นอยู่ของชาวประมงในแต่ละที่ย่อมมีบริบทเชิงนิเวศและสังคมที่แตกต่างกัน ดังนั้นควรทําการศึกษาซ้ําในพื้นที่อื่นเพื่อยืนยันข้อสรุปดังกล่าว

Artisanal fisheries are significant for poverty alleviation, but they are severely threatened by overfishing and climate change effects. The majority of fishermen are artisanal fishers, and this accounts for about 80 percent of the total fishing vessels. The livelihood of these fishers depends on their catches in terms of food and income. Governance solutions can be hard to find when they depend on their catches in terms of both social and ecological contexts. In this study, our objective is to increase our understanding of behavioral strategies adopted by artisanal fisheries under different types of regulations using the field experiment method in the form of a so-called common-pool resource (CPR) experiment with 540 actual artisanal fishers as participants in Nakorn Si Thammarat province.

Our results reveal that: (i) the quota treatments provide higher overall efficiency and are more sustainably managed. This is maybe because the community empowerment in these communities is not strong enough to make fishers cooperate effectively. This reason is consistent with information from the focus group discussions that most fishers disagreed with the community quota allocation because they thought it was impossible that fishers could come to an agreement on a self-regulated quota allocation. (ii) the higher probability of punishment in the quota treatment promotes more equal shares of payoffs from the experiment. This suggests that the quota system will promote income equality if the monitoring system is sufficiently effective; and (iii) to prevent jeopardizing future resource stocks, the study shows that the more monitoring in the quota system, the less likely it is that the fish stock will be depleted. It is implied that the quota system without an effective monitoring system may not guarantee that the fish stock will not be jeopardized in the future. Furthermore, educating fishers to understand how fish stock regenerates depending on the current stock of fish may further help to avoid resource depletion. However, the replication of more studies in different contexts would be needed to confirm these conclusions.