เอกสารวิจัย>จ-[รายงานฉบับสมบูรณ์] การพัฒนาศักยภาพและเอกลักษณ์แรงงานอาชีวศึกษาไทยใน 3 อุตสาหกรรมหลัก: การวิเคราะห์ ผ่านแผนที่เส้นทางการก้าวเข้าสู่แรงงานอาชีวศึกษาไทย ภายใต้แนวคิดความปกติใหม่-จุลนี เทียนไทย และคณะ
จ-[รายงานฉบับสมบูรณ์] การพัฒนาศักยภาพและเอกลักษณ์แรงงานอาชีวศึกษาไทยใน 3 อุตสาหกรรมหลัก: การวิเคราะห์ ผ่านแผนที่เส้นทางการก้าวเข้าสู่แรงงานอาชีวศึกษาไทย ภายใต้แนวคิดความปกติใหม่-จุลนี เทียนไทย และคณะ
ผู้วิจัย : รศ.ดร.จุลนี เทียนไทย และ ดร.กุลกนิษฐ์ สุธรรมชัย   โพสต์ เมื่อ 01 มิถุนายน 2022

โครงการวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อศึกษาและฉายภาพเส้นทางการก้าวเข้าสู่แรงงานสายอาชีพของไทย (Vocational Labor Journey Map) ใน 3 อุตสาหกรรม (อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์) นับตั้งแต่ต้นทางการเริ่มเข้ามาศึกษาในสถาบันการอาชีวศึกษา ไปจนถึงปลายทางการเข้าสู่ตลาดแรงงาน และนำมาวิเคราะห์หาจุดแข็ง คุณลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ตลอดจนช่องว่างทางทักษะของกลุ่มแรงงานสายอาชีพของไทย ทั้งจากมุมมองของตนเอง และมุมมองของผู้ทำธุรกิจจากบริษัท/องค์กรภายในประเทศและระหว่างประเทศ รวมถึงปัญหาและอุปสรรคของนักเรียนและแรงงานอาชีวศึกษา วิธีการวิจัยประกอบไปด้วย เทคนิคการวิจัยเอกสาร (Documentary Research) เป็นการทบทวนวรรณกรรมและศึกษาเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง (Literature Review) ที่มีอยู่ทั้งในสังคมตะวันตกและตะวันออก โดยมุ่งเน้นไปที่การทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับวัตถุประสงค์การวิจัย เพื่อที่ผู้วิจัยจะได้ทราบถึงประเด็นที่อาชีวศึกษาไทยมีความเหมือนหรือแตกต่างจากประเทศอื่น ตลอดจนค้นหาช่องว่างทางวรรณกรรม ทำให้สามารถนำมาศึกษาวิจัยต่อยอดจากความรู้เดิม และสร้างองค์ความรู้ใหม่อันจะเป็นประโยชน์ในวงการวิชาการต่อไป รวมไปถึงการค้นคว้าข้อมูลและสถิติของหน่วยงานภาครัฐในรูปแบบของเอกสารและข้อมูลบนเว็บไซต์ของหน่วยงานราชการ เพื่อที่จะได้ทราบข้อกำหนดเชิงนโยบายและแนวโน้มในการให้ข้อเสนอแนะที่สอดคล้องกับบริบทของไทย เทคนิคแผนที่เส้นทาง (Journey Map) และเทคนิคการวิจัยทางมานุษยวิทยา (Anthropological Research Techniques) ได้แก่ การสัมภาษณ์ประวัติชีวิต (Life History) การสัมภาษณ์แบบเจาะลึก (In-depth Interview) ทั้งแบบต่อหน้าหน้า (Face-to-Face) และการสัมภาษณ์ผ่านช่องทางออนไลน์การใช้เทคนิคการเก็บภาพดิจิทัล (Digital Photography) และเทคนิคการสังเกตการณ์อย่างมีส่วนร่วม (Participant Observation) โดยกลุ่มประชากรที่งานวิจัยนี้ศึกษา ได้แก่ กลุ่มนักเรียนอาชีวศึกษาและแรงงานอาชีวศึกษาของไทย กลุ่มหัวหน้างาน/นายจ้างผู้ทำธุรกิจใน 3 อุตสาหกรรม และกลุ่มคนรอบข้างแรงงานอาชีวศึกษา ได้แก่ ครอบครัวและชุมชน รวมจำนวนผู้ให้ข้อมูลงานวิจัยทั้งสิ้น 177 คน

จากงานวิจัยทำให้ได้พบผลการศึกษาที่สำคัญ ดังนี้หนึ่ง ปัจจัยที่มีอิทธิพลให้นักเรียนเลือกเรียนอาชีวศึกษา 8 ประการ ได้แก่ 1) การรู้จักตัวเอง 2) คนรอบตัวมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจหรือเป็นแรงบันดาลใจ โดยเฉพาะครอบครัว 3) โอกาสในการได้งานทำหลังเรียนจบและการคาดการณ์ว่าจะเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน 4) การหารายได้พิเศษระหว่างเรียน 5) เหตุผลทางด้านเศรษฐกิจและการเงิน 6) การแนะแนวของครูหรือได้รับการประชาสัมพันธ์จากสถาบันอาชีวศึกษา 7) ภาพลักษณ์และชื่อเสียงของสถาบันอาชีวศึกษา และ 8) บริบทพื้นที่ที่มีความโดดเด่นเกี่ยวข้องกับสาขาที่เรียน สอง การเรียนรู้อย่างมีคุณภาพในมุมมองของนักเรียนอาชีวศึกษา ประกอบไปด้วย 5 ประการ ได้แก่ 1) การได้รับความรู้หรือทักษะที่มีความสำคัญจากการได้มาเรียนในหลักสูตรของอาชีวศึกษา 2) ปัจจัยเชิงกายภาพ/วัตถุ 3) วิธีการเรียนรู้ในอุดมคติของสายอาชีวศึกษานั้นต้องเน้นภาคปฏิบัติ 4) ครูอาชีวศึกษา และ 5) ตัวผู้เรียนเองและสังคมเพื่อนรอบข้าง สาม ช่องว่างทางทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ที่ยังจำเป็นต้องพัฒนาเพิ่มเติม และพบในทุกอุตสาหกรรม คือ ทักษะความรู้เฉพาะทางของสาขา การสื่อสารภาษาต่างประเทศ (โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ) และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ สี่ จุดแข็งของแรงงานอาชีวศึกษาไทยมี 2 ระดับ กล่าวคือ ระดับตลาดแรงงานไทย แรงงานอาชีวศึกษามีทั้งความรู้และทักษะในสิ่งที่เกี่ยวข้องกับงานโดยตรง (Hard Skills/Technical Skills) และสมรรถนะที่ไม่ใช่ทักษะอาชีพโดยตรงด้วย (Soft Skills/Non-technical Skills) และสำหรับจุดแข็งในระดับตลาดแรงงานนานาชาตินั้น นอกจากเรื่องทักษะฝีมือเฉพาะทางแล้ว แรงงานอาชีวศึกษาของไทยยังมีบุคลิกหรือคุณลักษณะอันเป็นเอกลักษณ์ที่สามารถสร้างมูลค่าความแตกต่างทางการแข่งขันเมื่อเทียบกับแรงงานชาติอื่น ๆ ได้ ได้แก่ ความคิดในการประยุกต์อย่างสร้างสรรค์ ความอ่อนน้อมถ่อมตนและการไหว้อันเป็นเอกลักษณ์ไทย ความละเอียด/พิถีพิถัน ความเป็นมิตรที่สร้างความรู้สึกอบอุ่น และการเป็นผู้กินอยู่ง่ายและไม่คิดเล็กคิดน้อย ห้า ปัญหาและอุปสรรคในระหว่างการเรียนอาชีวศึกษา ได้แก่ อุปกรณ์ หลักสูตร ครู และตัวนักเรียน ส่วนปัญหาอุปสรรคที่แรงงานอาชีวศึกษาพบในช่วงการทำงาน ได้แก่ ผลกระทบจากภาพลักษณ์ในแง่ลบของอาชีวศึกษา วุฒิการศึกษา ผลกระทบจากนายจ้าง และการปรับตัว หก การพัฒนาแรงงานอาชีวศึกษาไทยพบว่า ในการพัฒนาทักษะ ความรู้ และสมรรถนะของแรงงานให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้นต้องเกิดจากความสนใจใฝ่รู้และการเป็นผู้เรียนรู้อยู่เสมอของตัวแรงงานเอง ประกอบกับการสนับสนุนการพัฒนาบุคลากรจากสถานประกอบการและหัวหน้างานที่มีบทบาทร่วมกัน และ เจ็ด ในส่วนของประเด็นด้านภาพลักษณ์อาชีวศึกษา ผู้ให้ข้อมูลในงานวิจัยนี้อยากให้สังคมได้รับรู้ถึงแง่มุมดี ๆ ของอาชีวศึกษาอีกหลายแง่มุมที่ไม่ได้มีเพียงการทะเลาะวิวาทดังในภาพข่าว อาชีวศึกษานั้นไม่ได้เรียนง่ายและไม่ได้ด้อยกว่าสายสามัญ หากแต่อาชีวศึกษาคือสถานที่ที่นักเรียนจำนวนมากได้พัฒนาตัวเองในหลากหลายทักษะที่น่าชื่นชม อาชีวศึกษาคือการเรียนในสิ่งที่ใช้ได้จริง อีกทั้งการเรียนจบอาชีวศึกษาก็สามารถเป็นผู้ประกอบการหรือเติบโตในเส้นทางอาชีพของตนเองได้ และนักเรียน/แรงงานอาชีวศึกษายังทำประโยชน์ให้กับชุมชนได้อีกด้วย อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ควรพัฒนาต่อไปเพื่อให้อาชีวศึกษามีภาพลักษณ์ที่ดีในสังคม คือ การเพิ่มการประชาสัมพันธ์ความสำเร็จและจุดแข็งของนักเรียนหรือแรงงานอาชีวศึกษาผ่านสื่อหลากหลายรูปแบบที่ไม่ใช่แค่ข่าวโทรทัศน์ การพัฒนาสถาบันอาชีวศึกษาให้มีความเฉพาะทางจนมีชื่อเสียงระดับโลก และการสร้างความผูกพันระหว่างอาชีวศึกษากับชุมชน ผ่านการส่งเสริมให้อาชีวศึกษากับชุมชนร่วมมือกันพัฒนาพื้นที่ของตนเอง

สุดท้าย โครงการวิจัยได้อภิปรายผลรวมถึงนำเสนอข้อเสนอแนะแก่รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนาแรงงานอาชีวศึกษาไทย อีกทั้งผลการศึกษาจากโครงการนี้ยังได้สร้างองค์ความรู้ใหม่ให้กับสังคมไทยในเรื่องภาพลักษณ์อาชีวศึกษาไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาพลักษณ์ในเชิงบวก จุดแข็ง และเอกลักษณ์ของแรงงานอาชีวศึกษาไทย ที่มาจากมุมมองของคนในซึ่งสะท้อนให้เห็นภาพของอาชีวศึกษาที่รอบด้านมากขึ้น ทั้งในมิติของอดีต ปัจจุบัน และภาพที่มุ่งหวังไปยังอนาคตที่อาชีวศึกษาไทยควรพัฒนาต่อไป

The key objective of this research is to study and visualize the journey of Thai vocational laborers in three industries (robotics, tourism, and creative industries), starting from their decision to study in vocational education and training (VET) and following through to their lives as vocational employees in the labor market. The study of these life journeys leads to an evaluation of the unique strengths of Thai vocational labor, as well as skill gaps, challenges, and difficulties. Data were acquired emically through the perspectives of vocational students, vocational laborers, and employers from domestic and international businesses across the three industries. This research employs various methodologies, including documentary research, journey map technique and anthropological research techniques, i.e., life histories, in-depth interviews (both face-to-face and online), digital photography, and participant observation. The participants in this study comprise of Thai vocational students and laborers, employers in the three industries, and people who are around or close to vocational laborers, including family and community members. The total number of participants in this study was 177.

Drawing from the qualitative data produced by this study, key research findings are as follows. First, there are 8 key factors influencing students’ decision to study in VET, namely; 1) Self-awareness; 2) Other people’s influence, especially their family; 3) Predictions about the job market and job opportunities after graduation; 4) Opportunities to earn money during school; 5) Financial reasons; 6) Teacher’s guidance or information from a vocational institution; 7) Image and reputation of the prospective vocational college; and 8) Local context that supports certain professions in that area in particular. Second, the ideal quality of learning in VET from the students’ perspectives comprises of 5 elements, which are 1) the ability to gain relevant and important knowledge and skills through the training in the VET curriculum; 2) the physical environment and other tangible factors; 3) the learning pedagogy and whether or not it incorporates experiential learning and hands on practice; 4) the vocational teachers; and 5) the students themselves and their friends. Third, the 21st Century skills gap that can be found across vocational laborers in all industries are technical skills, foreign (especially English) language and communication skills, and information and technology (ICT) skills. Fourth, the strengths and uniqueness of Thai vocational laborers can be distinguished at two levels. At a national level, vocational laborers not only have knowledge and skills that are directly related to their professions (Hard Skills/Technical Skills), but they also have other competencies that are not directly linked with their professional tasks (Soft Skills/Non-technical Skills). At an international level, apart from the professional skills, Thai vocational laborers have unique characteristics that can be seen as having a competitive advantage over other national vocational laborers, which included adaptive and creative thinking, humility and “Wai” (Thai way to pay respect), delicacy and attention to small details; warm hospitality; and an easy-going and broad-minded personality. Fifth, challenges and difficulties while studying in VET are concerned with equipment, curriculum, teachers, and students’ own issues. Challenges and difficulties for vocational laborers are related to impacts from the negative image of VET, vocational degrees, employers, and adaptability. Sixth, in order to effectively develop vocational laborers, vocational laborers need to be self-learners who are eager to continuously learn by themselves. However, employers and line-supervisors also have an important role to play in cultivating vocational labor by providing training and learning support. Seventh, regarding VET’s reputation in Thailand, participants in this study wish to promote a more positive image of VET that disassociate VET from popular negative connotations that link VET students with delinquency and inclinations toward violence. Moreover, studying in VET is not easy and VET should not be seen as a second choice that is inferior to an academic pathway. In contrast, VET is an education for developing practical skills where students can gain various impressive skills that can hardly be acquired elsewhere. VET graduates do not always get undesirable jobs. Furthermore, vocational students and graduates make meaningful contributions to community development. In order to promote positive image for VET, there need to be more strategies to publicize VET success stories, achievements, and strengths, other than on television news. Additionally, certain VET institutions should be positioned to develop in their specific specialization in ways that can compete with world standards. Last but not least, VET should engage and cooperate with people in the community to enhance local development.

Finally, the study discusses implications for policy and makes recommendations for government and other related stakeholders to develop Thai vocational labor. This research contributes to knowledge regarding the Thai VET image, especially the positive aspects, strengths, and unique characteristics of Thai vocational labor, as drawn from emic perspectives (vocational laborers own voices). Such perspectives reflect a more holistic view of Thai VET, not only in terms of its past and present, but also in terms of an aspirational future that Thai VET can strive towards.