กลุ่มอนาคตศึกษา>ป-คนเมือง 4.0: อนาคตการเดินทางของคนเมืองในเมืองหลักภูมิภาคของประเทศไทย-เปี่ยมสุข สนิท และคณะ
ป-คนเมือง 4.0: อนาคตการเดินทางของคนเมืองในเมืองหลักภูมิภาคของประเทศไทย-เปี่ยมสุข สนิท และคณะ
ผู้วิจัย : อ.ดร.เปี่ยมสุข สนิท และคณะ   โพสต์ เมื่อ 19 กรกฎาคม 2022

ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีการขนส่ง (transport disruptive technology) ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตและการเดินทางของคนเมืองในยุคดิจิทัล การศึกษาอนาคตการเดินทางของคนเมืองจึงมีความจําเป็นอย่างยิ่งสําหรับการเตรียมความพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่กําลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วอยู่ในขณะนี้ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์การเดินทางในปัจจุบันและคาดการณ์อนาคตการเดินทางในเมืองหลักภูมิภาค (regional city) ของประเทศไทย โดยใช้กระบวนการและวิธีการคาดการณ์เชิงยุทธศาสตร์ (strategic foresight) มุ่งเน้นศึกษาเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะเป็นขอบเขตการวิจัย (scoping) และคัดเลือกเมืองหลักภูมิภาคจํานวน 3 เมือง ได้แก่ เมืองเชียงใหม่ ขอนแก่น และหาดใหญ่-สงขลา เป็นกรณีศึกษา เนื่องจากเมืองเหล่านี้ยังไม่มีระบบขนส่งสาธารณะที่มีประสิทธิภาพและอยู่ระหว่างการวางแผนพัฒนาระบบขนส่งมวลชน ผลการสํารวจข้อมูลพฤติกรรมการเดินทางของครัวเรือนในเมืองหลักทั้งสามเมือง จํานวน 2,468 ครัวเรือน พบว่า ในภาพรวมเมืองหลักภูมิภาคทั้งสามเมืองพึ่งพารถส่วนตัวในการเดินทางสูงมาก รูปแบบการเดินทางที่มีสัดส่วนสูงที่สุด คือ รถจักรยานยนต์ สะท้อนภาพการเป็นเมืองจักรยานยนต์อย่างชัดเจน รองลงมาคือการใช้รถยนต์ มีสัดส่วนประมาณ 1 ใน 3 ของการเดินทางทั้งหมด ในขณะที่ระบบขนส่งสาธารณะมีบทบาทน้อยมากในการเดินทางในเมืองหลักภูมิภาค ทั้งนี้ พฤติกรรมการเดินทางในเมืองหลักภูมิภาคมีความแตกต่างกันในแต่ละกลุ่มบุคลักษณ์(persona) และในแต่ละย่าน ได้แก่ พื้นที่ศูนย์กลางเมือง ชานเมือง พื้นกึ่งเมือง (peri-urban) และพื้นที่ชนบท นอกจากนี้ ผลการวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการเดินทางในเมืองหลักภูมิภาค พบว่า ความสะดวกและเวลาในการเดินทางคือปัจจัยสําคัญในการตัดสินใจเลือกรูปแบบการเดินทางและปัจจัยที่ส่งผลต่อการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะ ได้แก่ ค่าเดินทาง เวลาในการเดินทาง ลักษณะย่านและบุคลักษณ์อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาผลกระทบของบริการแอปพลิเคชันเรียกรถและการแพร่ระบาดของ COVID 19 พบว่า พฤติกรรมการเดินทางในเมืองหลักภูมิภาคมีเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยเท่านั้นจากการกวาดสัญญาณด้วยกรอบแนวคิด STEEPV เมื่อนําปัจจัยขับเคลื่อนที่มีผลกระทบสูงและความไม่แน่นอนต่ํามาประมวล สามารถวิเคราะห์เป็นภาพอนาคตฐาน (Baseline future) ซึ่งเป็นพื้นฐานในการคาดการณ์อนาคตของการเดินทางในเมืองหลักภูมิภาค ฉายภาพอนาคตฐานได้ว่า แนวโน้มการเดินทางในเมืองหลักภูมิภาคในอนาคตสอดคล้องกับมหานครกรุงเทพ การเดินทางด้วยรถยนต์และรถจักรยานยนต์ยังคงมีสัดส่วนมากที่สุดในอนาคต โดยแพลตฟอร์มบริการขนส่งจะเข้ามามีบทบาทสําคัญในการเดินทางของคนในเมืองหลักในอนาคต แต่จะมีความแตกต่างตรงที่อาจจะไม่มีระบบขนส่งมวลชนทางรางเป็นแกนหลักการให้บริการขนส่งตามแนวคิด Mobility-as-a-Service หรือ MaaS เช่นเดียวกับเมืองหลวง การเดินทางในเมืองหลักภูมิภาคจะมีการพัฒนาระบบขนส่งมวลชน โดยผลักดันให้รถสองแถวเป็นระบบขนส่งรอง มีการพัฒนาแพลตฟอร์มที่ให้บริการขนส่งโดยภาคเอกชนตามแนวคิดการขนส่งฐานบริการ (private MaaS) โดยเน้นบริการขนส่งด้วยรถส่วนบุคคลร่วมโดยสาร รวมถึงยานยนต์สมัยใหม่ตามแนวคิด CASE ก็จะเป็นส่วนสําคัญในการยกระดับการให้บริการขนส่งสาธารณะบนแพลตฟอร์ม และเมื่อนําปัจจัยการขับเคลื่อนสําคัญที่มีผลกระทบสูงและความไม่แน่นอนสูงมาวิเคราะห์เป็นภาพอนาคตทางเลือก (Alternative futures) เพื่อคัดเลือกภาพอนาคตที่พึงประสงค์ (Preferable future) ของการเดินทางในเมือง ฉายภาพอนาคตที่พึงประสงค์ได้ว่า จะมีกิจการขนส่งฐานบริการของเมือง (City MaaS) ที่ทําให้คนเมืองเดินทางได้อย่างสะดวก มีทางเลือกในการเดินทางที่หลากหลายเนื่องจากระบบขนส่งสาธารณะมีราคาถูก เน้นการเดินเท้า จักรยานและ micro mobility จึงเป็นอนาคตการเดินทางที่เหมาะสมสําหรับผู้คนในเมืองหลักภูมิภาคของประเทศไทย

ผลการศึกษานําไปสู่การจัดทําข้อเสนอแนะนโยบายสาธารณะที่สําคัญในการสนับสนุนการเดินทางของคนเมืองให้มีประสิทธิภาพและเป็นธรรม รวมถึงนโยบายเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงด้านการเดินทางในอนาคตที่เหมาะสม จึงมีข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อรับมืออนาคตฐาน ได้แก่ 1) ยุทธศาสตร์รับมือนวตกรรมขนส่ง ประกอบด้วยนโยบายพัฒนาระบบขนส่งมวลชนสําหรับเมืองขนาดกลาง นโยบายกํากับดูแลธุรกิจรถส่วนบุคคลร่วมโดยสาร (Ride Hailing Service: RHS) นโยบายพัฒนาแพลตฟอร์มบริการขนส่งตามแนวคิด MaaS และนโยบายเตรียมพร้อมรองรับยานยนต์สมัยใหม่ตามแนวคิด CASE และ 2) ยุทธศาสตร์ความเป็นธรรมบนแพลตฟอร์ม (collective bargaining) ประกอบด้วยนโยบายสร้างแพลตฟอร์มแบบสหกรณ์ (collective/cooperative platforms) และนโยบายออกกฎหมายป้องกันการผูกขาด (antitrust law) ในขณะเดียวกันก็มีข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อสร้างอนาคตพึงประสงค์ได้แก่ 1) ยุทธศาสตร์การพัฒนากิจการขนส่งฐานบริการของเมือง ประกอบด้วยนโยบายจัดตั้งหน่วยงานกํากับดูแลระบบขนส่งสาธารณะของเมืองหลักในภูมิภาค นโยบายบูรณาการระบบขนส่งหลักและระบบขนส่งรอง นโยบายเพิ่มทางเลือกในการเดินทางด้วยบริการร่วมการเดินทางแบบไม่ใช้เครื่องยนต์ นโยบายสนับสนุนสวัสดิการค่าเดินทางแบบประตูสู่ประตู (door-to-door) สําหรับผู้มีรายได้น้อย นโยบายส่งเสริมการเดินทางเพื่อส่วนรวม (collective mobility) และนโยบายปรับเปลี่ยนทัศนคติในการเดินทางตามแนวคิด nudge และ 2) ยุทธศาสตร์การพัฒนาเมืองไร้เครื่องยนต์เพื่อลดการเดินทางด้วยรถส่วนตัวและเพิ่มการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะ ได้แก่ นโยบายออกแบบจุดเปลี่ยนถ่ายระบบขนส่งสาธารณะให้มีความสะดวกและนโยบายออกแบบเมืองเพื่อส่งเสริมการเดินทางแบบไร้เครื่องยนต์ ข้อเสนอเชิงนโยบายทั้งหมดนี้จะช่วยผลักดันให้เมืองหลักภูมิภาคของประเทศไทยสามารถก้าวสู่สังคมที่มีระบบขนส่งสาธารณะที่เอื้อต่อประชาชนอย่างแท้จริง

Advances in transport-disruptive technology are affecting the way people live and travel in the digital era. Thus, studying the future of urban mobility is essential to prepare for the rapid changes that are taking place today. This research studies the current urban mobility situation and forecasts the future of travel in regional cities of Thailand by using strategic foresight processes, focusing on public transport. This research selected three major regional cities, namely, Chiang Mai, Khon Kaen, and Hat Yai (Songkhla Province) as case studies. These cities are worth investigating because, at present, they still do not have efficient public transport, and are in the process of developing a mass transit system. A survey of travel behavior of residents of 2,468 households found that, overall, people in these cities relied heavily on private motor vehicle for travel. The most common form of travel is motorcycle, and that clearly characterizes thesecities as motorcycle-driven. The next most common form of transport is private car, accounting for about one-third of all travel. Public transport plays a very small role in commuting in these regional cities, and commuting behavior varies by individual and by area of residence, e.g., city center, suburbs, peri-urban, and rural zones. In addition, the results of the analysis of factors affecting travel behavior in these regional cities revealed that convenience and travel time are important determinants in choosing a mode of travel. Factors affecting use of public transport include travel cost and travel time. However, when controlling for the impact of ride-hailing applications and the spread of Covid-19, there has been little change in travel behavior in the three regional cities.

In this research, the STEEPV concept was used to analyze high-impact and low-volatility factors to analyze the baseline future as the basis for forecasting trends in travel in regional cities of Thailand. At the time of this study, it seemed clear that the evolution of commuter development in these major regional cities was mimicking the pattern in Bangkok, i.e., where private car and motorcycle travel will still account for a significant share of city travel mode in the future. The transport service platform will play an important role in the commuting behavior in regional cities. But a key difference is that there may not be a mass rail transit system as the core of the transportation system, or according to the principles of Mobility-as-a-Service or MaaS.

Just as in the capital city, the regional cities will have to develop some form of mass transit system, perhaps using the minibus, namely Song Taew, as a feeder mode. However, it is noteworthy that a platform for private transport services based on the concept of private

MaaS is being developed, with an emphasis on shared-passenger transport. In this strategy, MaaS can integrate use of ultra-modern private vehicles based on the CASE concept to enhance the emerging public transport service. This research analyzed the key drivers of change that have high impact and high uncertainty to create alternative scenarios to identify the optimal vision (preferable future) of urban travel. The result is a city transport service base (City MaaS) that makes urban travel cost-effective and cost-beneficial. In this holistic scenario, many transportation options emerge as inexpensive public transport becomes more widely available. There would also be an emphasis on walking, cycling, and other forms of micro-mobility. This vision might be the optimal future of transportation that is suitable for people in the regional cities of Thailand.

The results of the study suggest important public policy recommendations to support efficient and fair urban mobility, including policies to accommodate future travel changes that are appropriate for Thailand’s regional cities. The key policy proposals include the following: 1) Strategies for dealing with transportation innovations: This consists of a public transport system development policy for medium-sized cities, including policy which governs the ride-hailing service (RHS), the MaaS concept transportation service platform development policy, and the CASE ultra-modern vehicle readiness policy; and 2) Strategies for platform fairness (collective bargaining). These include a Cooperative Platform (collective/cooperative platforms) and anti-trust law. At the same time, the results of this study suggest the following policy proposals to create a desirable transportation future in the regional city: 1) Strategies for developing city transport services: These consist of establishing a public transport regulator of regional cities; integrating primary and secondary transport systems; increasing travel options with non-motorized ridesharing services; door-to-door travel subsidies for lower-income people; and 2) Strategies to design walkable city and create a seamless urban connectivity to reduce private car dependency and increase use of public transport. This approach requires a policy to design a network for public transport to maximize convenience for the average commuter, and an urban design policy to promote non- motorized transport. All these policy proposals will help advance the regional cities of Thailand to become quality societies with public transport that truly meets the needs of people from all backgrounds and walks of life.